ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

รวมคำถามคำตอบหมวดธรรมทั่วไป

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

หน้านี้เป็นการรวมคำถามคำตอบในหมวดธรรมทั่วไป ที่มีผู้สนใจถามเข้ามานะครับ



เรื่องเกี่ยวกับพระศรีอารย์

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ

คำถาม

Subject: พุทธทำนาย

สวัสดีครับ

ผมขอรบกวนถามเรื่องพุทธทำนายเกี่ยวกับเรื่องพระศรีอาริยะเมตตรัย ว่าความเป็นจริงนั้น มีต้นตอเป็นมาอย่างไร ผมจะหาอ่านได้ที่ไหน ผมเคยได้ยินพ่อแม่และผู้สูงอายุสนทนากันเมื่อผมยังเล็กอยู่ จึงไม่ได้สนใจจดจำ กรุณาผมด้วยครับ

ขอบคุณครับ

ตอบ

สวัสดีครับ คุณ .....

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

เรื่องพระศรีอารยเมตไตรย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าพระศรีอารย์นั้น มีกล่าวถึงในพระไตรปิฎกครับ โดยในพระไตรปิฎกจะใช้ชื่อว่าเมตไตรย ลองใช้เครื่องมือค้นหาที่ด้านบนค้นโดยใช้ Key Word ว่า เมตไตรย ดูนะครับ

ขออธิบายคร่าวๆ ดังนี้ครับ

โลกเกิดขึ้นและถูกทำลายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ระยะเวลา 1 คาบของโลก คืออายุขัยของโลกตั้งแต่โลกเริ่มก่อตัวใหม่ๆ ยังไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่เลย จนเริ่มมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมา จนกระทั่งโลกถูกทำลายไป แล้วเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ จนอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง 1 รอบเช่นนี้เรียกว่า 1 กัปของโลกนะครับ

(คำว่า 1 กัป คือระยะเวลา 1 ชั่วอายุขัย เช่น 1 กัปของมนุษย์สมัยพุทธกาล = 100 ปี
1 กัปของมนุษย์สมัยปัจจุบัน ประมาณ 70 - 75 ปี
1 กัปของยุง = เวลาไม่กี่วันนะครับ)

ในบางกัปของโลกก็ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเลย บางกัปก็มีพระพุทธเจ้า 1, 2, ..., 5 พระองค์เป็นอย่างมากครับ โดยที่คำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนสิ้นสูญไปแล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่จึงจะอุบัติขึ้น (ในที่นี้หมายถึงพระสัพพัญญูพุทธเจ้านะครับ ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเกิดได้พร้อมกันหลายพระองค์ครับ)

พระพุทธเจ้ามี 2 ประเภทคือ

  1. พระปัจเจกพุทธเจ้า - ตรัสรู้สัจธรรมได้เองโดยไม่ได้ฟังคำสอนจากใคร แต่สอนผู้อื่นให้รู้ตามไม่ได้ จะอุบัติขึ้นในช่วงที่โลกว่างเปล่าจากพุทธศาสนานะครับ
  2. พระสัพพัญญูพุทธเจ้า - ตรัสรู้สัจธรรมได้เองโดยไม่ได้ฟังคำสอนจากใคร และสามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ด้วย เช่น พระพุทธเจ้าที่เรารู้จักกันทั่วไปครับ
พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันได้ตรัสเอาไว้ว่า ในกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นทั้งหมด 5 พระองค์ (เพราะฉะนั้นกัปนี้จึงได้ชื่อว่าภัทรกัปนะครับ) คือ
  1. พระกุกกุสันธะพุทธเจ้า
  2. พระโกนาคมนะพุทธเจ้า
  3. พระกัสสปะพุทธเจ้า
  4. พระโคตมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน)
  5. พระเมตไตรย์พุทธเจ้า

สำหรับรายละเอียดก็ลองอ่านดูในพระไตรปิฎกก็แล้วกันนะครับ โดยเฉพาะใน 2 สูตรนี้คือ
  1. พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค จักกวัตติสูตร
  2. พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิณณกกัณฑ์

เมื่อเปิดลิ้งค์ข้างบนขึ้นมาแล้ว กด <ctrl>+<f> เพื่อค้นคำว่า เมตไตรย นะครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ

คำถาม

Subject: Re: ถามเรื่องพุทธทำนาย เพิ่มเติม

สวัสดีครับ คุณธัมมโชติ

ผมขอรบกวนอีกที คืออย่างนี้ครับ ที่คุณแนะนำมาให้เข้าเว็บ "พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิรณกกัณฑ์" นี้ ผมพยายามหาแต่ไม่เจอเลยครับไม่รู้ว่าผมทำถูกหรือเปล่า แต่อีกข้อหนึ่งที่คุณแนะนำมานั้นผมเข้าไปได้และได้อ่านดูแล้ว ผมก็ยังอยากจะอ่านดูอีกต่อไปถ้ามี

เมื่ออาทิตย์ก่อนผมได้พบท่านผู้เคยบวชเรียนมา ท่านผู้นี้เป็นคนลาวท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีพราหมณ์ผู้หนึ่งถามพระพุทธเจ้าว่า พระศรีอารย์นั้นมีบุคคลิกอย่างไร พระพุทธองค์ทรงตอบว่า มีรูปรอยกรงจักรทีฝ่ามือและเท้า มีรอยแผลที่สีข้าง และมีรอยแผลตำหนิที่หน้าผาก ผมได้ฟังแล้วก็ไม่อยากเชื่อ แต่ก็เพราะเคยได้ยินพ่อแม่คุยกันกับเพื่อนของท่านสมัยที่ผมยังเด็กอยู่ ข้อนี้ผมจำได้แน่ แต่ตอนนั้นท่านเหล่านั้นเพียงแต่กล่าวถึงว่ามีรอยตำหนิที่มือและเท้าเท่านั้น คราวนี้ท่านผู้นี้เพิ่มรายการมาอีก และที่สำคัญท่านว่า ท่านได้มาจากตำรา พุทธทำนายจากวัดพระสิงห์ ทางเหนือของไทย

ถ้าท่านธัมมโชติมีข้อมูลเพิ่มเติมก็กรุณาผมด้วย

ขอบพระคุณครับ

ตอบ

สวัสดีครับ คุณ .....

ขอตอบคำถามดังนี้นะครับ
  1. พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิณณกกัณฑ์ ดูได้จาก link นี้ครับ
    พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ พุทธปกิณณกกัณฑ์
    กด <ctrl>+<f> ค้นคำว่า พุทธปกิณณกกัณฑ์นะครับ

  2. เรื่องลักษณะของพระศรีอารย์นั้น ข้อที่ว่ามีรูปรอยกงจักรทีฝ่ามือและเท้านั้น เป็นลักษณะปรกติของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่จะสมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ซึ่งมีรายละเอียดในพระไตรปิฎก ดูได้จาก link นี้ครับ
    พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐-๑ สุตตันตปิฎกที่ ๐๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค
    กด <ctrl>+<f> ค้นคำว่า ลักษณะมหาบุรุษนะครับ

    และในลักขณสูตร ที่ link
    พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑-๔ สุตตันตปิฎกที่ ๐๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค
    กด <ctrl>+<f> ค้นคำว่า ลักขณสูตรนะครับ

    ส่วนเรื่องมีรอยแผลที่สีข้าง และมีรอยแผลตำหนิที่หน้าผากนั้น ผมระลึกไม่ได้ว่าเคยอ่านหรือเคยฟังมาหรือไม่ แต่ถ้าไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือ (เช่นพระไตรปิฎก) ผมก็คงได้แค่รับฟังไว้เท่านั้นครับ ไม่ขอวิจารณ์
ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ


ขันธ์ 5 (เพิ่มเติม)

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: ขันธ์ 5

อ่านขันธ์ 5 ไม่เข้าใจค่ะ โดยเฉพาะ "วิญญาณขันธ์" สมมุติเหตุการณ์ว่าอ่านหนังสือ ตามที่ดิฉันเข้าใจเอง ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่นะคะ
  1. รูป คือ หนังสือ และตัวหนังสือ
  2. เวทนา คือ กลางๆ (สมมุติว่าไม่รู้สึกทุกข์สุข)
  3. สัญญา คือ จำได้ว่านี่หนังสือ บนนั้นเป็นตัวหนังสือ ภาษา ...ฯลฯ
  4. สังขาร คือ ... เช่น เพียร ปิติ ง่วง ท้อถอย ฯลฯ
  5. วิญญาณ คือ อะไรคะ ?

อันนี้เป็นตัวคำถาม หาที่อยู่ให้เขาไม่ได้ค่ะ ถ้าจำได้ ก็เหมือนสัญญาขันธ์

ขอบคุณล่วงหน้าค่ะที่กรุณาให้ความกระจ่าง


ตอบ

สวัสดีครับ

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

1. รูป คือ หนังสือ และตัวหนังสือ นอกจากนี้ยังรวมถึงแสงสีต่างๆ ที่สะท้อนจากหนังสือมาเข้าตาเราด้วยครับ ซึ่งเป็นเหตุให้เราเห็นภาพนั้น

2. - 3. ใช่แล้วครับ

4. ถูกแล้วครับ รวมถึงการปรุงแต่งของจิต ด้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นด้วย (สังขารขันธ์เป็นผู้ปรุงแต่ง จิตเป็นผู้รับรู้การปรุงแต่งนั้น)

5. วิญญาณ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่รับรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่ 1. ถึง 4. ครับ

คือสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ข้อ 1. - 4. นั้น เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นมา ถ้าไม่มีวิญญาณก็จะไม่มีสิ่งที่รับรู้สภาวะเหล่านั้นเลย ลองสังเกตให้ดีนะครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามีการรู้สึกถึงสิ่งเหล่านั้น ก็แสดงว่าจะต้องมีผู้ที่เข้าไปรับรู้สิ่งเหล่านั้นเสมอ ถ้าไม่มีผู้ที่เข้าไปรับรู้แล้วก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นเลย

ต้องทำใจให้สงบแล้วลองสังเกตดูนะครับ จะเห็นว่ามีส่วนที่เป็นผู้รู้ (วิญญาณ หรือ จิต) และส่วนที่ถูกรู้ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร รวมทั้งตัววิญญาณเองที่ถูกรับรู้โดยวิญญาณด้วย) อยู่ด้วยกันเสมอ เรื่องนี้อธิบายให้เข้าใจได้ยาก ต้องสังเกตจนรับรู้ได้เองถึงจะเข้าใจได้ชัดเจนจริงๆ

ไม่ทราบว่าเข้าใจหรือเปล่านะครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ


ขันธ์ 5 (เพิ่มเติม 2)

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: พอเข้าใจ แต่ยังแยกไม่ออกค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับคำอธิบาย

ตอนนี้เข้าใจมากขึ้นตอนคำว่า "ส่วนส่ง" กับ "ส่วนรับ" นี่แหละค่ะ แต่ยังแยกไม่ออก มันเหมือนกับวิญญาณขันธ์ผสมเป็นเนื้อเดียวกับสี่ส่วนข้างหน้าเลยหน่ะค่ะ

จะลองไปปฏิบัติ (สังเกตอย่างละเอียด) ทุกครั้งที่รู้ตัวค่ะ


ตอบ

สวัสดีครับ

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

การแยกขันธ์ต่างๆ ออกจากกันได้ด้วยปัญญาของตนเองอย่างแท้จริงนั้น (คือด้วยความรู้สึกของเราเอง) จัดเป็นวิปัสสนาญาณขั้นต้นๆ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยการสังเกตที่ละเอียดซักหน่อย


แผนภูมิแสดงขันธ์ 5


โดยความเป็นจริงแล้วนามขันธ์ทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น จะเจือกันอยู่ แต่แยกกันทำหน้าที่ครับ โดยวิญญาณขันธ์จะทำหน้าที่เป็นตัวรู้ ถ้าจับความรู้สึกไปที่ตัวผู้รู้ได้ ก็จะแยกส่วนที่เป็นตัวถูกรู้ออกได้ครับ

หมายถึงแยกให้เห็นการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันนะครับ ไม่ใช่แยกส่วนเอาไว้คนละกองจริงๆ เพราะทั้ง 4 ขันธ์จะเจือกันอยู่เสมอครับ เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน อยู่ในที่เดียวกันตลอดครับ เพียงแต่ว่าในเวลานั้นตัวไหนจะแสดงบทบาทเด่นกว่ากันเท่านั้น

ขั้นแรกลองแยกระหว่างรูปกับนามดูก่อนนะครับ เช่น เวลาได้ยินเสียง ลองเพ่งความรู้สึกไปที่แก้วหู สังเกตดูจะรู้สึกได้ว่ามีเสียงมากระทบแก้วหู (ทั้งเสียงและแก้วหู รวมทั้งเส้นประสาทรับเสียงเป็นรูป) และมีผู้รับรู้เสียงนั้น (โสตวิญญาณ คือวิญญาณในขณะทำหน้าที่รับรู้เสียง) เกิดขึ้นที่ระบบประสาทรับเสียงที่แก้วหูนั้น พร้อมกับนามขันธ์อื่นๆ คือ เวทนา สัญญา และสังขารขันธ์

เมื่อแยกรูปออกจากนามได้แล้ว ก็ลองแยกเวทนา สัญญา และสังขารขันธ์ ออกจากวิญญาณขันธ์ (ผู้รู้) ต่อไป โดยพยายามหาความรู้สึกที่เป็นผู้รู้ให้เจอ แล้วสังเกตผู้รู้นั้นให้ดี ก็จะแยกนามขันธ์อื่นที่เป็นผู้ถูกรู้ออกมาได้

คำว่า "ส่วนส่ง" กับ "ส่วนรับ" นี่ไม่ทราบว่าหมายถึงผู้ถูกรู้ กับผู้รู้หรือเปล่าครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ



เรียนคุณธัมมโชติ

ขออภัยเรื่องใช้ศัพท์ตามอำเภอใจไปนิดนึงนะคะ แต่ก็หมายความเช่นนั้นค่ะ คือ "ตัวส่ง" ก็ตั้งใจหมายถึง "ผู้ถูกรู้" "ตัวรับ" ก็ตั้งใจว่าจะพูดถึง "ผู้รู้" นั่นแหละค่ะ



การกล่าวตู่พระอรหันต์

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

ได้อ่านมาว่า นกที่ถ่ายอุจจาระรดหลังคาโบสถ์ แม้ทำไปโดยไม่รู้ตามประสาสัตว์ แต่ก็เป็นบาป ต้องรับวิบากกรรมหนักหรือครับ

และหากเราไม่เจตนา แต่เพราะไม่รู้หรือเข้าใจผิด พลั้งสงสัยในพระธรรม หรือในพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ เป็นบาปหนักไหมครับ และมีวิธีแก้บาปอย่างไร

ขอบคุณมากครับ


ตอบ

สวัสดีครับ

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

เรื่องนกถ่ายรดหลังคาโบสถ์นี่ผมไม่ทราบนะครับ ไม่ทราบว่ามีที่มายังไง เพราะปรกติกรรมนั้นจะเน้นที่เจตนา ถ้านกมีเจตนาลบหลู่ก็เป็นบาปแน่ครับ แต่ถ้ามันไม่รู้คือมีเจตนาเพียงแค่จะปลดทุกข์ตามธรรมชาติของมัน โดยไม่รู้ว่าโบสถ์คืออะไร อันนี้ก็ไม่ทราบนะครับว่าจะเป็นบาปหรือเปล่า ไม่กล้ายืนยันครับ

แต่กรณีที่เราไม่เจตนา แต่เพราะไม่รู้หรือเข้าใจผิด พลั้งสงสัยในพระธรรม หรือในพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ เรื่องนี้มีในพระไตรปิฎกครับ เป็นบาปมากน้อยขึ้นกับผู้ที่ถูกเราสงสัยหรือตู่ด้วยคำไม่จริงนั้น คือถ้าผู้นั้นเป็นพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าก็บาปมาก ถ้าเป็นปุถุชนก็บาปน้อยลงไปครับ

ถ้าสงสัยในพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงก็คงเทียบเท่ากับสงสัยพระพุทธเจ้านะครับ ถ้าแค่สงสัยพระธรรมว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่ (คือไม่เข้าใจ เลยยังไม่รับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ) ไม่ได้คิดว่าสอนผิดก็คงไม่เป็นอะไรมาก ที่เห็นผลได้ชัดเจนก็คือ ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น

แต่ถ้าถึงขั้นคิดว่าสอนผิดไปเลยก็คงหนักหน่อย (ถ้าเรื่องนั้นเป็นพุทธพจน์จริงๆ ไม่ใช่มีการคลาดเคลื่อน หรือบิดเบือนนะครับ) ตัวอย่างเช่น
  1. ตอนที่พระสารีบุตรเข้าเฝ้าและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าครั้งแรกนั้น พอทรงแสดงธรรมเสร็จพระพุทธเจ้าถามว่าเชื่อหรือเปล่า คนอื่นๆ บอกว่าเชื่อกันหมด แต่พระสารีบุตรกลับตอบว่าไม่เชื่อ คนอื่นก็มองพระสารีบุตรในทางที่ไม่ดี พระสารีบุตรให้เหตุผลว่าขอนำไปพิจารณาให้ดีซะก่อน ถ้าเห็นว่าสมควรเชื่อก็ถึงจะเชื่อ พระพุทธเจ้าก็ให้สาธุการในเรื่องนี้ ตรัสทำนองว่าพระสารีบุตรเป็นผู้มีปัญญา ไม่ได้ตรัสว่าเป็นบาปกรรมแต่อย่างใด

  2. ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าพระองค์ที่แล้ว) พระโพธิสัตว์ ซึ่งตอนนั้นมีชื่อว่าโชติปาละ (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) เคยกล่าวตู่พระกัสสปพุทธเจ้าเอาไว้ ด้วยกรรมนั้น (การกล่าวตู่พระอรหันต์ด้วยคำไม่จริง เป็นกรรมที่ขัดขวางต่อสวรรค์ และมรรคผลนิพพาน) ทำให้เจ้าชายสิทธัตถะต้องทำความเพียรอยู่ถึง 6 ปี ถึงได้ตรัสรู้ ทั้งๆ ที่บารมีเต็มรอบแล้ว ดังความในพระไตรปิฎก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน เล่ม ๘ ภาค ๑ - หน้าที่ 214 (ชุด 91 เล่ม ของมหามกุฏฯ) ดังนี้

    ก็ในกาลนั้น เราได้เป็นพราหมณ์ชื่อโชติปาละ ได้กล่าวกะพระกัสสปสุคตเจ้าว่า การตรัสรู้ของสมณะโล้น (หมายถึงพระกัสสปพุทธเจ้านะครับ - ธัมมโชติ) จักมีมาแต่ไหน การตรัสรู้เป็นของได้ยากยิ่ง. เพราะวิบากของกรรมนั้น เราจึงต้องทำทุกรกิริยามากมาย อยู่ที่ตำบลอุรุเวลาถึง ๖ ปี จากนั้นจึงได้บรรลุพระโพธิญาณ.

    เราไม่ได้บรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดโดยหนทางนั้น (หมายถึงไม่ได้บรรลุเพราะการทำทุกรกิริยาอันเป็นทางผิดนั้นนะครับ - ธัมมโชติ) เราถูกกรรมเก่าห้ามไว้ จึงได้แสวงหาโดยทางผิด.


  3. ในพระไตรปิฎก (อาจอยู่ในส่วนของอรรถกถานะครับ) มีกล่าวถึงภิกษุรูปหนึ่งได้คิดในใจถึงพระอรหันต์รูปหนึ่ง (เดินไปด้วยกัน) ทำนองว่าได้ทำอะไรอย่างหนึ่งด้วยอำนาจของกิเลส (ขออภัยที่ผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้วครับ) พระอรหันต์รูปนั้นรู้วาระจิต ต้องการจะสงเคราะห์ภิกษุรูปนั้น จึงได้ถามทำนองว่าท่านบวชมานี่มีอะไรเป็นที่พึ่งหรือยัง

    ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ผมเป็นโสดาบันครับ พระอรหันต์จึงถามทำนองว่า ท่านไม่ต้องการมรรคผลขั้นสูงขึ้นไปหรือ (โปรดสังเกตว่าแม้ว่าเป็นโสดาบันแล้ว และเพียงแค่คิด ก็ยังเป็นบาปขวางมรรคผลเลยนะครับ) ภิกษุรูปนั้นจึงรู้ได้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ จึงได้รีบขอขมา และขอให้ท่านยกโทษให้ครับ

วิธีแก้ไข

ถ้าท่านผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ ก็ไปสารภาพผิดกับท่าน (ต้องสำนึกผิดด้วยใจจริงนะครับ) แล้วขอให้ท่านยกโทษให้ เมื่อท่านยกโทษให้แล้วก็พ้นผิด (ถ้าจะยังมีบาปเหลืออยู่ก็น้อยมากครับ) ดังเช่นตัวอย่างข้างต้น

ถ้าท่านผู้นั้นมรณภาพไปแล้ว ขั้นแรกก็ต้องสำนึกผิดจากใจจริงซะก่อน จากนั้นก็อธิษฐานจิตขอขมาท่าน ขอให้ท่านยกโทษให้ ถ้ามีสิ่งแทนท่านอยู่ เช่น อัฐิธาตุ เจดีย์ รูปภาพ ฯลฯ ก็ควรทำต่อหน้าสิ่งเหล่านั้นนะครับ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรมีดอกไม้ ธูป เทียน ประกอบด้วยครับ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการสำนึกผิดอย่างแท้จริง

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ

3 ความคิดเห็น :

  1. เรียน ท่านอาจารย์ธรรมโชติ
    ผมเกิดความสับสนที่อาจารย์ได้ตอบคำถามในเรื่องขันธ์ 5 ว่า "ทั้งเสียงและแก้วหู รวมทั้งเส้นประสาทรับเสียงเป็นรูป"
    เท่าที่ผมเข้าใจ อายตะ 12 แบ่งออกเป็น 6 คู่ โดยอายตนะภายนอกนั้นได้แยกรูปกับเสียงออกจากกัน จึงไม่เข้าใจที่อาจารย์กล่าวว่า "เสียงเป็นรูป"
    รบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายให้ผมด้วยครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      คำว่า "รูป" ในที่นี้หมายถึงรูปขันธ์หรือรูปธรรมนะครับ ไม่ใช่รูปารมณ์หรือรูปายตนะ

      สรรพสิ่งทั้งหลายในอนันตจักรวาลนั้น แยกประเภทได้เป็น 3 ส่วน คือ รูปขันธ์, นามขันธ์ และนิพพาน

      รูปขันธ์ คือส่วนที่เป็นวัตถุทั้งหลาย ได้แก่ สสารทั้งหลาย แสง สีทั้งหลาย เสียง กลิ่น รส ความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความหย่อน ความตึง อาการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ ช่องว่างต่างๆ อากาศ ดิน น้ำ ไฟ ลม สภาพแห่งความเป็นหญิง เป็นชาย เนื้อสมองและระบบของเส้นประสาททั้งหลาย อันเป็นฐานให้จิตเกิด รวมทั้งอาการแห่งความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป ดับไปของวัตถุทั้งหลายด้วยครับ

      นามขันธ์ คือส่วนที่เป็นความรู้สึกนึกคิด และความคิดทั้งหลายครับ ได้แก่ เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ หรือจิต

      นิพพาน คือสภาวะที่พ้นจากรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งปวง

      คือ อายตนะภายนอก 6 อย่างนั้น 5 อย่างแรกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สิ่งที่มาสัมผัสทางกาย) ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์ครับ ส่วนอายตนะภายนอกอันสุดท้ายคือ ธัมมายตนะ จะมีทั้งส่วนที่เป็นรูปขันธ์และส่วนที่เป็นนามขันธ์ครับ

      ส่วนอายตนะภายใน 5 อย่างแรกคือ จักขายตนะ (ประสาทตา), โสตายตนะ (ประสาทหู), ฆานายตนะ (ประสาทรับกลิ่น), ชิวหายตนะ (ประสาทรับรส) และกายายตนะ (ประสาทตามผิวกาย) ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของรูปขันธ์เช่นกันครับ

      คำว่าประสาทตา ... จนถึง ... ประสาทตามผิวกาย ในที่นี้หมายถึงระบบของเส้นประสาท ซึ่งเป็นส่วนของร่างกายจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ จุดของประสาทส่วนนั้นๆ ซึ่งเป็นส่วนของจิตใจ (ประสาทเป็นรูปขันธ์ ส่วนความรู้สึกที่เกิดที่ระบบประสาทนั้นเป็นนามขันธ์ครับ)

      อายตนะภายในอันสุดท้ายคือ มนายตนะ (จิตหรือใจ ซึ่งเป็นผู้สัมผัสกับความคิด ความรู้สึกต่างๆ) เป็นนามขันธ์ครับ

      อ่านรายละเอียดได้ที่ 2 ลิ้งค์นี้นะครับ

      1. ขันธ์ 5
      2. อายตนะ 12

      ลบ
  2. เป็นความสับสนของผมเองในเรื่องรูปขันธ์และรูปายตนะ ตอนนี้เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากครับอาจารย์

    ตอบลบ