ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

เล่มที่ ๐๑-๗ หน้า ๓๒๓ - ๓๗๖

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๑-๗ วินัยปิฎกที่ ๐๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑



พระวินัยปิฎก
มหาวิภังค์ ภาค ๑
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท บทภาชนีย์
(๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้อง
บนใต้รากขวัญลงมา อวัยวะเบื้องต่ำเหนือเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนักและทวารเบาของทั้ง
๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ
เหนือรากขวัญและใต้เข่า
(๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูด
ชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบนเหนือรากขวัญขึ้นไป
อวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของหญิง ต้องอาบัติทุกกฏ
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ (๑) เป็นชาย
(๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ (๑) สัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ
ต้องอาบัติทุกกฏ
(๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความ
กำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้องบน
เหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของหญิงทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒ ตัว ฯลฯ
(๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงอวัยวะเบื้อง
บนเหนือรากขวัญขึ้นไป อวัยวะเบื้องต่ำใต้เข่าลงมาของทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒ ตัว ฯลฯ
พูดพาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกาย
(๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุพูด
ชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกายของหญิง ต้องอาบัติ
ทุกกฏ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท คาถารวมวินีตวัตถุ
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ (๑) เป็นชาย ฯลฯ (๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ
ต้องอาบัติทุกกฏ
(๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่องด้วยกายของหญิงทั้ง
๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ
(๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุพูดชมบ้าง พูดติบ้าง ฯลฯ ด่าบ้าง พาดพิงถึงของที่เนื่อง
ด้วยกายของทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว ฯลฯ
อนาปัตติวาร
ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
[๒๘๗] ๑. ภิกษุมุ่งอรรถะ
๒. ภิกษุมุ่งธรรม
๓. ภิกษุมุ่งพร่ำสอน
๔. ภิกษุวิกลจริต
๕. ภิกษุต้นบัญญัติ
คาถารวมวินีตวัตถุ
เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว
เรื่องผ้ากัมพลสีแดง ๑ เรื่อง___เรื่องผ้ากำพลขนแข็ง ๑ เรื่อง
เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง___เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง
เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง___เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง
เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง___เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง
เรื่องให้ทาน ๑ เรื่อง___เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๔ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ
วินีตวัตถุ

เรื่องผ้ากัมพลสีแดง ๑ เรื่อง
[๒๘๘] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลใหม่สีแดง ภิกษุรูปหนึ่งมีความ
กำหนัด ได้กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีสีแดงแท้” แต่นางไม่เข้าใจความหมาย
จึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลใหม่สีแดง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า
เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑)
เรื่องผ้ากัมพลขนแข็ง ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนแข็ง ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้
กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนแข็งแท้” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า
“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนแข็ง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒)
เรื่องผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลซักใหม่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้
กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยุ่งเหยิง” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า
“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนยุ่งเหยิง” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓)
เรื่องผ้ากัมพลขนหยาบ ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้ากัมพลขนหยาบ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้
กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนหยาบ” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า
“ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า ผ้ากัมพลขนหยาบ” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๔)
เรื่องผ้าห่มขนยาว ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งห่มผ้าห่มขนยาว ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว
กับเธอว่า “น้องหญิง เธอมีขนยาว” แต่นางไม่เข้าใจความหมายจึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ
พระคุณเจ้า ผ้าห่มขนยาว” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือ
หนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ
เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๕)
เรื่องนาหว่าน ๑ เรื่อง
[๒๘๙] สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งหว่านนาแล้วเดินมา ภิกษุรูปหนึ่งมีความ
กำหนัด ได้กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง เธอหว่านเสร็จแล้วหรือ” แต่นางไม่เข้าใจ
ความหมายจึงกล่าวว่า “ใช่เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า หว่านเสร็จแล้วแต่ยังมิได้ไถกลบ”
ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูล
พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๖)
เรื่องหนทางราบเรียบ ๑ เรื่อง
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งพบนางปริพาชิกาเดินสวนทางมา มีความกำหนัด ได้
กล่าวกับเธอว่า “น้องหญิง ทางของเธอราบเรียบหรือ” แต่นางไม่เข้าใจความหมาย
จึงกล่าวว่า “เจ้าค่ะ นิมนต์พระคุณเจ้าเดินไปเถิด” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้อง
อาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๗)
เรื่องมีศรัทธา ๑ เรื่อง
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง
เธอเป็นคนมีศรัทธา จะถวายสิ่งที่เธอให้แก่สามีแก่พวกอาตมาบ้างไม่ได้หรือ” “อะไร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๓. ทุฎฐุลลวาจาสิกขาบท วินีตวัตถุ
เจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า“เมถุนธรรม” แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๘)
เรื่องให้ทาน ๑ เรื่อง
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าวกับหญิงคนหนึ่งว่า “น้องหญิง
เธอเป็นคนมีศรัทธา จะถวายทานอันเลิศแก่พวกอาตมาบ้างไม่ได้หรือ” “อะไร
เจ้าค่ะ” ภิกษุนั้นตอบว่า “เมถุนธรรม” แล้วเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๙)
เรื่องทำงาน ๓ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว
กับเธอว่า “น้องหญิง หยุดเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิด
ความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้อง
อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๐)
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว
กับเธอว่า “น้องหญิง นั่งเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่านเกิด
ความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มี
พระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้อง
อาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๑)
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งมีความกำหนัด ได้กล่าว
กับเธอว่า “น้องหญิง นอนพักเถิด อาตมาจักช่วยทำ” แต่นางไม่รู้ความหมาย ท่าน
เกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระ
ผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่
ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑๒)
ทุฏฐุลลวาจาสิกขาบทที่ ๓ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท นิทานวัตถุ

๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท
ว่าด้วยการให้บำเรอความใคร่ของตน
เรื่องพระอุทายี
[๒๙๐] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระที่ใกล้ชิด
ตระกูลในกรุงสาวัตถี ไปมาหาสู่ตระกูลเป็นอันมาก สมัยนั้น มีหญิงม่ายผัวตายคนหนึ่ง
รูปงาม น่าดู น่าชม ครั้นเวลาเช้า ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร
เดินไปถึงเรือนหญิงม่ายนั้นครั้นถึงแล้วจึงนั่งบนอาสนะที่เขาจัดไว้ ครั้นแล้วหญิงม่าย
จึงเข้าไปหาถึงที่ท่านพระอุทายีนั่ง กราบแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ครั้นแล้วท่าน
พระอุทายีชี้แจงให้หญิงม่ายเห็นชัด ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญ
แกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้งนั้น หญิงม่ายได้กล่าว
ปวารณา๑ ท่านพระอุทายีว่า “พระคุณเจ้า โปรดบอกเถิด ท่านต้องการสิ่งใดที่ดิฉัน
สามารถจัดถวายได้ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร”
“ปัจจัยเหล่านั้นหาได้ไม่ยาก เธอจงถวายสิ่งที่หาได้ยากแก่อาตมาเถิด”
“อะไรหรือ เจ้าค่ะ”
“เมถุนธรรม”
“ท่านต้องการหรือเจ้าค่ะ”
“อาตมาต้องการ”
หญิงม่ายจึงกล่าวว่า “นิมนต์ท่านมาเถิดเจ้าค่ะ” แล้วเดินเข้าห้องเปลื้องผ้า
นุ่งแล้วนอนหงายบนเตียง
ขณะนั้น ท่านพระอุทายีเดินตามนางเข้าไปถึงเตียงกล่าวว่า “ใครจักลูบคลำ
หญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้” ถ่มน้ำลายแล้วจากไป

เชิงอรรถ :
๑ คำว่า “ปวารณา” ในที่นี้ หมายถึงยอมให้พระอุทายีขอหรือเรียกร้องเอาสิ่งที่ต้องการได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๒๘ }


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท นิทานวัตถุ
หญิงม่ายตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้
ไม่มียางอาย ทุศีล ชอบพูดเท็จ แต่ก็ปฏิญญาว่า ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ
ประพฤติพรหมจรรย์ พูดจริง มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกเธอไม่มีความเป็นสมณะ
ไม่มีความเป็นพราหมณ์ ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ของพวกเธอเสื่อมสิ้น
ไปแล้ว พวกเธอจะเป็นสมณะ เป็นพราหมณ์ได้อย่างไร พวกเธอปราศจากความเป็น
สมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์ ไฉนพระสมณอุทายีขอเมถุนธรรมกะเราแล้ว
กลับถ่มน้ำลายกล่าวว่า ‘ใครจักลูบคลำหญิงถ่อยมีกลิ่นเหม็นคนนี้ได้’ แล้วจากไปเล่า
เรามีอะไรชั่วนักหรือ มีอะไรที่มีกลิ่นเหม็นนักหรือ เราเลวกว่าหญิงคนอื่นอย่างไร”
แม้หญิงพวกอื่นก็พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสาย
ศากยบุตรเหล่านี้ ไม่มียางอาย ทุศีล ชอบกล่าวเท็จ ฯลฯ หญิงม่ายนี้มีอะไรชั่วนักหรือ
มีอะไรที่มีกลิ่นเหม็นนักหรือ นางเลวกว่าหญิงอื่นอย่างไร”
ภิกษุทั้งหลายได้ยินหญิงเหล่านั้นตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้
มักน้อยสันโดษมีความละอาย มีความระมัดระวัง ใฝ่การศึกษา จึงพากันตำหนิ ประณาม
โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงพูดสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้า
มาตุคามเล่า” ครั้นภิกษุทั้งหลายตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล้วจึงนำ
เรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอกล่าวสรรเสริญการบำเรอความ
ใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม จริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มี
พระภาคพุทธเจ้า ทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอ ไม่สมควร ไม่คล้อย
ตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้
กล่าวสรรเสริญการให้บำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคามเล่า โมฆบุรุษ เรา
แสดงธรรมโดยประการต่าง ๆ เพื่อคลายกำหนัด มิใช่เพื่อความกำหนัด ฯลฯ เรา
บอกการระงับความกลัดกลุ้มเพราะกามไว้โดยประการต่าง ๆ มิใช่หรือ โมฆบุรุษ
การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุ
ทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์

พระบัญญัติ
[๒๙๑] ก็ ภิกษุใดถูกราคะครอบงำแล้ว มีจิตแปรปรวน กล่าวสรรเสริญ
การบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้ามาตุคาม ด้วยคำที่พาดพิงเมถุนว่า “น้องหญิง
หญิงใดบำเรอผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเช่นเราด้วยธรรมนั่น
การบำเรอนี้ของหญิง นั้นเป็นการบำเรอชั้นยอด” เป็นสังฆาทิเสส
เรื่องพระอุทายี จบ

สิกขาบทวิภังค์
[๒๙๒] คำว่า ก็... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด
คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ
ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้
ที่ชื่อว่า ถูกราคะครอบงำแล้ว คือ มีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่
คำว่า แปรปรวน ความว่า จิตกำหนัดแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตโกรธแล้ว
ชื่อว่าแปรปรวนบ้าง จิตหลงแล้วชื่อว่าแปรปรวนบ้าง แต่จิตกำหนัดแล้ว พระผู้มีพระ
ภาคทรงประสงค์ว่า แปรปรวน ในความหมายนี้
ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ ไม่ใช่นางยักษ์ ไม่ใช่นางเปรต ไม่ใช่สัตว์
ดิรัจฉานตัวเมีย แต่เป็นหญิงที่รู้เดียงสา สามารถรับรู้ถ้อยคำสุภาษิต ทุพภาษิต คำ
หยาบและคำสุภาพ
คำว่า ต่อหน้ามาตุคาม คือ ที่ใกล้มาตุคาม ไม่ไกลจากมาตุคาม
คำว่า ความใคร่ของตน ได้แก่ ความใคร่ของตน เหตุของตน ความประสงค์
ของตน การบำเรอของตน
คำว่า นี้...ชั้นยอด คือ นี้เป็นยอด นี้ประเสริฐที่สุด นี้เป็นชั้นแนวหน้า นี้สูงสุด
นี้เป็นสิ่งเลิศ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๐ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์
คำว่า หญิงใด ได้แก่ หญิงวรรณะกษัตริย์ หรือวรรณะพราหมณ์ หญิงวรรณะ
แพศย์ หรือหญิงวรรณะศูทร
คำว่า เช่นเรา คือ เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร
คำว่า มีศีล คือ ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทาน เว้น
ขาดจากมุสาวาท
คำว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ คือ ผู้เว้นขาดจากเมถุนธรรม
ที่ชื่อว่า มีกัลยาณธรรม คือ ผู้ชื่อว่ามีธรรมงามเพราะศีลนั้นและพรหมจรรย์
นั้น
คำว่า ด้วยธรรมนั่น คือ ด้วยเมถุนธรรม
คำว่า บำเรอ คือ อภิรมย์
คำว่า ด้วยคำที่พาดพิงเมถุน คือ ด้วยถ้อยคำที่เกี่ยวด้วยเมถุนธรรม
คำว่า เป็นสังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ฯลฯ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “เป็นสังฆาทิเสส”
บทภาชนีย์
หญิง
[๒๙๓] (๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
(๑) เป็นหญิง (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุ
กล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
บัณเฑาะก์
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติ
ถุลลัจจัย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็น
ชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์ ต้องอาบัติ
ทุกกฏ
ชาย
(๑) เป็นชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ ไม่แน่ใจว่าเป็นชาย ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์
และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าชาย
ต้องอาบัติทุกกฏ
สัตว์ดิรัจฉาน
(๑) เป็นสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ ไม่แน่ใจว่า
เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่
ของตนต่อหน้าสัตว์ดิรัจฉาน ต้องอาบัติทุกกฏ
หญิง ๒ คน
(๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คน ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส ๒ ตัว
(๑) เป็นหญิง ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คน ฯลฯ สำคัญว่า
เป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและมีความ
กำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงทั้ง ๒ คน
ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์

บัณเฑาะก์ ๒ คน
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์
ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว
(๑) เป็นบัณเฑาะก์ ๒ คน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นหญิงและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์
ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
ชาย ๒ คน และสัตว์ดิรัจฉาน ๒ ตัว
(๑) เป็นชาย ๒ คน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ (๑) สัตว์ดิรัจฉาน
๒ ตัว (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ตัว ฯลฯ ไม่แน่ใจ ฯลฯ สำคัญว่า
เป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชายและมีความกำหนัด
(๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้อง
อาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
หญิงและบัณเฑาะก์
(๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและ
บัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส
(๑) เป็นหญิงและบัณเฑาะก์ (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและบัณเฑาะก์ทั้ง ๒
คน ฯลฯ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย ๒ ตัว ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉานและ
มีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิง
และบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท บทภาชนีย์
(๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ คนและมีความ
กำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและชาย
ทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับสังฆาทิเสส
(๑) เป็นหญิงและชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและชายทั้ง ๒ คน ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน
และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้า
หญิงและชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
หญิงและสัตว์ดิรัจฉาน
(๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นหญิงทั้ง ๒ และมี
ความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าหญิงและ
สัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏและสังฆาทิเสส
(๑) เป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง
๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์
ดิรัจฉาน และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตน
ต่อหน้าหญิงและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
บัณเฑาะก์และชาย
(๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒ คนและ
มีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้า
บัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
(๑) เป็นบัณเฑาะก์และชาย (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒
คน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็น
หญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อ
หน้าบัณเฑาะก์และชายทั้ง ๒ คน ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๔ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท คาถารวมวินีตวัตถุ

บัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน
(๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์ทั้ง ๒
และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้า
บัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏกับถุลลัจจัย
(๑) เป็นบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุไม่แน่ใจว่าเป็นบัณเฑาะก์และ
สัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ฯลฯ สำคัญว่าเป็นชาย ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ
สำคัญว่าเป็นหญิงและมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าวสรรเสริญการบำเรอความใคร่
ของตนต่อหน้าบัณเฑาะก์และสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว
(๑) เป็นชายและสัตว์ดิรัจฉาน (๒) ภิกษุสำคัญว่าเป็นชายทั้ง ๒ ฯลฯ ภิกษุ
ไม่แน่ใจว่าเป็นชายและสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญว่าเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ฯลฯ สำคัญ
ว่าเป็นหญิง ฯลฯ สำคัญว่าเป็นบัณเฑาะก์และมีความกำหนัด (๓) ภิกษุกล่าว
สรรเสริญการบำเรอความใคร่ของตนต่อหน้าชายและสัตว์ดิรัจฉานทั้ง ๒ ต้องอาบัติ
ทุกกฏ ๒ ตัว
อนาปัตติวาร
ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
[๒๙๔] ๑. ภิกษุผู้กล่าวว่า “จงบำรุงด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ
บริขารคือยารักษาโรค”
๒. ภิกษุวิกลจริต
๓. ภิกษุต้นบัญญัติ
คาถารวมวินีตวัตถุ
เรื่องที่ทรงวินิฉัยแล้ว
เรื่องหญิงหมันต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๕ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท วินีตวัตถุ
เรื่องหญิงต้องการเป็นที่รักของสามี ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงต้องการมีโชค ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงต้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงต้องการอุปัฏฐากด้วยสิ่งที่เลิศ ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงต้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง
วินีตวัตถุ
เรื่องหญิงหมันต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง
[๒๙๕] สมัยนั้น หญิงหมันคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า
ทำอย่างไรดิฉันจึงจะมีบุตร” ภิกษุตอบว่า “น้องหญิง ถ้าเช่นนั้นเธอจงถวายทาน
อันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรที่ชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวล
ใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาค
ให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๑)
เรื่องหญิงผู้มีบุตรถี่ไม่ต้องการมีบุตร ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งมีบุตรถี่จึงถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำ
อย่างไรดิฉันจึงจะไม่มีบุตร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระ
คุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้อง
อาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๒)
เรื่องหญิงต้องการเป็นที่รักของสามี ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำอย่างไร
ดิฉันจึงจะเป็นที่รักของสามี” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระ
คุณเจ้า อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้อง
อาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๖ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๔. อัตตกามปาริจริยสิกขาบท วินีตวัตถุ

เรื่องหญิงต้องการมีโชค ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ทำอย่างไร
ดิฉันจึงจะมีโชค” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า
อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๔)
เรื่องหญิงต้องการถวายทานอันเลิศ ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะถวาย
อะไรดีแก่พระคุณเจ้า” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้นเธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า
อะไรชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๕)
เรื่องหญิงต้องการอุปัฏฐากด้วยสิ่งที่เลิศ ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะ
อุปัฏฐากพระคุณเจ้าด้วยอะไรดี” “น้องหญิง ด้วยทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไร
ชื่อว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติ
สังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์
ตรัสว่า “ภิกษุ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๖)
เรื่องหญิงต้องการไปสุคติ ๑ เรื่อง
สมัยนั้น หญิงคนหนึ่งถามภิกษุที่นางอุปถัมภ์ว่า “พระคุณเจ้า ดิฉันจะไปสุคติ
ได้อย่างไร” “น้องหญิง ถ้าอย่างนั้น เธอจงถวายทานอันเลิศ” “พระคุณเจ้า อะไรชื่อ
ว่าทานอันเลิศ” “เมถุนธรรม” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสส
หรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ
เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส” (เรื่องที่ ๗)
อัตตกามปาริจริยสิกขาบทที่ ๔ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัตถุ

๕. สัญจริตตสิกขาบท
ว่าด้วยการชักสื่อ
เรื่องพระอุทายี
[๒๙๖] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุทายีเป็นพระที่ใกล้ชิด
ตระกูลในกรุงสาวัตถี ไปมาหาสู่ตระกูลเป็นอันมากที่ตนเห็นว่ามีเด็กหนุ่มที่ยังไม่มี
ภรรยาหรือเด็กสาวที่ยังไม่มีสามี กล่าวยกย่องคุณสมบัติของเด็กสาวให้มารดาบิดา
ของเด็กหนุ่มฟังว่า “สาวน้อยของตระกูลโน้น รูปงาม น่าดู น่าชม ฉลาดหลักแหลม
ไหวพริบดี ขยันไม่เกียจคร้าน สาวน้อยคนนั้นเหมาะสมกับชายหนุ่มคนนี้”
มารดาบิดาของเด็กหนุ่มก็กล่าวว่า “พระคุณเจ้า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพวกเราว่า
‘เป็นใครหรือพวกพ้องของใคร’ ถ้าพระคุณเจ้าจะพูดทาบทามให้ พวกเราก็จะสู่ขอ
เด็กสาวนั้นมาให้เด็กหนุ่มคนนี้” พระอุทายีนั้นไปกล่าวยกย่องคุณสมบัติของเด็ก
หนุ่มให้มารดาบิดาของเด็กสาวฟังว่า “ชายหนุ่มของตระกูลโน้น รูปงาม น่าดู น่าชม
ฉลาดหลักแหลมไหวพริบดี ขยันไม่เกียจคร้าน ชายหนุ่มคนนั้นเหมาะสมกับสาว
น้อยคนนี้” ข้างมารดาบิดาของเด็กสาวก็กล่าวว่า “พระคุณเจ้า คนเหล่านั้นไม่รู้จัก
พวกเราว่า ‘เป็นใครหรือพวกพ้องของใคร’ การที่จะพูดยกสาวน้อยให้เขาก็ดูกระไรอยู่
ถ้าพระคุณเจ้าช่วยไปพูดให้เขามาสู่ขอ พวกข้าพเจ้าก็จะยกสาวน้อยคนนี้ให้ชายหนุ่ม
คนนั้น” ด้วยวิธีอย่างนี้ พระอุทายีจึงให้มารดาบิดาของหนุ่มสาวทำอาวาหมงคลบ้าง
วิวาหมงคลบ้าง หรือชักนำให้สู่ขอหมั้นหมายกันบ้าง
[๒๙๗] สมัยนั้น บุตรสาวของหญิงม่ายผู้เคยเป็นภรรยาโหร๑คนหนึ่ง
มีรูปงาม น่าดู น่าชม พวกสาวกอาชีวกจากหมู่บ้านอื่นมาบอกภรรยาโหรนั้นว่า
“แม่คุณ ท่านจงยกเด็กสาวคนนี้ ให้ชายหนุ่มของพวกเราเถิด”

เชิงอรรถ :
๑ คณยตีติ คณโก ผู้คำณวน, โหร, หมอดู (อภิธา.ฏี. คาถา ๓๔๗), ปุราณคณกิยาติ เอกสฺส คณกสฺส
ภริยา, สา ตสฺมึ ชีวมาเน คณกีติ ปญฺญายิตฺถ, มเต ปน ปุราณคณกีติ สงฺขํ คตา ภรรยาของโหรคนหนึ่ง
เมื่อสามียังมีชีวิตเรียกขานกันว่า “คณกี” พอสามีตายถูกเรียกว่า “ปุราณคณกี” (หญิงม่ายผู้เคยเป็นภรรยา
โหร) (วิ.อ. ๒/๒๙๗/๔๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๓๘ }


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัตถุ
ภรรยาโหรตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของ
ใคร อีกประการหนึ่ง เด็กสาวคนนี้เป็นบุตรสาวคนเดียวของดิฉัน นางต้องไปอยู่บ้าน
อื่น ดิฉันยกให้ไม่ได้”
ชาวบ้านกล่าวกับพวกสาวกอาชีวกว่า “พระคุณเจ้า พวกท่านมาธุระอะไรกัน”
พวกสาวกอาชีวกตอบว่า “พวกเรามาขอบุตรสาวกะภรรยาโหรชื่อโน้นในที่นี้
ให้แก่เด็กหนุ่มของพวกเรา แต่นางปฏิเสธว่า ‘ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร ฯลฯ
ดิฉันยกให้ไม่ได้”
ชาวบ้านแนะนำว่า “พระคุณเจ้าไปขอหญิงสาวกะภรรยาโหรทำไมกัน ไปพูด
กับพระอุทายีไม่ดีกว่าหรือ พระอุทายีช่วยให้เขายินยอมยกให้ได้”
พวกสาวกอาชีวกไปหาท่านพระอุทายีถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้ว ได้กล่าวว่า “พระ
คุณท่าน พวกกระผมมาขอบุตรสาวกะภรรยาโหรชื่อโน้นในที่นี้ให้แก่เด็กหนุ่มของ
พวกกระผม แต่ถูกนางปฏิเสธว่า ‘ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใคร ฯลฯ ดิฉันยก
ให้ไม่ได้’ พระคุณท่านช่วยด้วยเถิดขอรับ ช่วยพูดให้ภรรยาโหรยอมยกบุตรสาวให้
แก่เด็กหนุ่มของพวกกระผมด้วย”
ลำดับนั้นท่านพระอุทายีจึงเข้าไปหาภรรยาโหรถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้ว ได้ถามว่า
“ทำไม เธอไม่ยกบุตรสาวให้คนเหล่านี้เล่า”
ภรรยาโหรตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร
อีกประการหนึ่ง เด็กสาวนี้เป็นบุตรสาวคนเดียวของดิฉัน นางต้องไปอยู่บ้านอื่น
ดิฉันจึงไม่ยกให้เจ้าค่ะ”
“ท่านจงยกให้ไปเถอะ อาตมารู้จักคนพวกนี้ดี”
“ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จะยกให้”
ต่อมา ภรรยาโหรจึงยกบุตรสาวให้สาวกอาชีวก ครั้นพวกเขาพาเด็กสาวไป
ได้เลี้ยงดูอย่างสะใภ้ เดือนเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นเลี้ยงดูอย่างทาสหญิง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัถตุ
ต่อมา สาวน้อยส่งข่าวไปถึงมารดาว่า “ลูกตกระกำลำบาก หาความสุขไม่
ได้เลย พวกเขาเลี้ยงดูลูกในฐานะหญิงสะใภ้เดือนเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นเลี้ยงดู
อย่างทาสหญิง คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด”
ครั้นทราบข่าว ภรรยาโหรจึงไปหาพวกสาวกอาชีวกถึงที่อยู่ กล่าวว่า “พวก
ท่านอย่าเลี้ยงดูสาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ้เถิด”
พวกสาวกอาชีวกตอบว่า “พวกเราไม่ได้รับรองและตกลงไว้กับท่าน แต่รับ
รองและตกลงไว้กับพระต่างหาก หลีกไป พวกเราไม่รู้จักท่าน”
ครั้นภรรยาโหรถูกพวกสาวกอาชีวกพูดรุกรานจึงเดินทางกลับกรุงสาวัตถี
ฝ่ายสาวน้อยก็ยังส่งข่าวไปถึงมารดาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ลูกตกระกำลำบาก หา
ความสุขไม่ได้เลย ฯลฯ คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด”
ภรรยาโหรจึงไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “พระคุณเจ้า ทราบมาว่า
บุตรสาวของดิฉันตกระกำลำบาก ไม่ได้ความสุข ได้รับการเลี้ยงดูอย่างสะใภ้ เดือน
เดียวเท่านั้น จากนั้นถูกเลี้ยงดูอย่างทาสหญิง พระคุณเจ้าควรขอร้องว่า อย่าเลี้ยงดู
สาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ้”
ต่อมาพระอุทายีได้ไปหาพวกสาวกอาชีวกถึงที่อยู่ขอร้องว่า “พวกท่านอย่า
เลี้ยงดูสาวน้อยอย่างทาสหญิง โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ้เถิด”
พวกสาวกอาชีวกตอบว่า “พวกเราไม่ได้รับรองและตกลงไว้กับท่าน แต่รับ
รองและตกลงไว้กับภรรยาโหรต่างหาก พระต้องไม่วุ่นวาย ต้องเป็นพระที่ดี หลีกไป
พวกเราไม่รู้จักท่าน”
ครั้นถูกพวกสาวกอาชีวกพูดรุกราน พระอุทายี จึงเดินทางกลับกรุงสาวัตถี
ฝ่ายสาวน้อยก็ยังส่งข่าวไปถึงมารดาอีกเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ลูกตกระกำลำบาก หา
ความสุขไม่ได้เลย ฯลฯ คุณแม่โปรดมารับลูกกลับไปเถิด”
ฝ่ายภรรยาโหรก็เข้าไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่ แล้วพูดเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “พระ
คุณเจ้า ทราบมาว่า บุตรสาวของดิฉันตกระกำลำบาก ฯลฯ โปรดเลี้ยงดูนางอย่าง
สะใภ้”

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัตถุ
ท่านพระอุทายีกล่าวว่า “อาตมาถูกพวกสาวกอาชีวกพูดรุกรานมาครั้งหนึ่งแล้ว
เธอไปเองเถิด อาตมาจะไม่ไป”
นินทาและสรรเสริญพระอุทายี
[๒๙๘] ครั้งนั้น ภรรยาโหรได้ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ขอให้พระ
อุทายีตกระกำลำบาก อย่าได้มีความสุขสบายเหมือนบุตรสาวของเราที่ต้องตกระกำ
ลำบากไม่ได้ความสุขสบายเพราะมีแม่ผัว พ่อผัว และสามีชั่ว”
แม้สาวน้อยก็ตำหนิ ประณาม โพนทะนาพระอุทายีว่า “ขอให้พระอุทายีตก
ระกำลำบาก อย่าได้มีความสุข เหมือนเราที่ต้องตกระกำลำบาก ไม่ได้ความสุขสบาย
เพราะมีแม่ผัว พ่อผัว และสามีชั่ว”
แม้หญิงสาวอื่นๆ ที่ไม่ชอบใจแม่ผัว พ่อผัว และสามี ต่างสาปแช่งพระอุทายี
ว่า “ขอให้พระอุทายีตกระกำลำบาก ฯลฯ เหมือนเราที่ตกระกำลำบาก เพราะมี
แม่ผัว พ่อผัว และสามีชั่ว”
ฝ่ายหญิงสาวที่ชอบใจแม่ผัว พ่อผัว และสามี ต่างให้พรว่า “ขอให้พระคุณ
เจ้าอุทายีจงมีความสุขความเจริญเหมือนพวกเราที่มีความสุขความเจริญเพราะมีแม่ผัว
พ่อผัว และสามีดี”
พวกภิกษุได้ยินหญิงบางพวกสาปแช่ง บางพวกให้พร บรรดาภิกษุผู้มักน้อย
สันโดษ ฯลฯ จึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงชักสื่อ
เล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอชักสื่อจริงหรือ” ท่านทูลรับว่า “จริง
พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้
ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ โมฆบุรุษ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๑ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัตถุ
ไฉนเธอจึงชักสื่อเล่า การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ”
แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้
พระบัญญัติ
[๒๙๙] ก็ ภิกษุใดทำหน้าที่ชักสื่อ คือ บอกความประสงค์ของชายแก่
หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี เพื่อให้เป็นภรรยาหรือเป็นชู้รัก
เป็นสังฆาทิเสส
สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้
เรื่องพระอุทายี จบ

เรื่องนักเลงหญิง
[๓๐๐] สมัยนั้น พวกนักเลงจำนวนมากพากันไปเที่ยวรื่นเริงในอุทยาน ส่ง
ชายสื่อไปสำนักหญิงแพศยาคนหนึ่งด้วยสั่งว่า “เชิญนางมาเถิด พวกเราจักไปเที่ยว
รื่นเริงในอุทยานด้วยกัน”
หญิงแพศยาตอบว่า “นายจ๋า ดิฉันไม่ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวก
พ้องของใคร อีกประการหนึ่ง ดิฉันมีทรัพย์สมบัติมาก มีเครื่องประดับมาก ถ้าจะ
ต้องออกไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไป”
ครั้นแล้วชายสื่อแจ้งเรื่องนั้นให้พวกนักเลงทราบ เมื่อชายสื่อพูดอย่างนั้น
ชายอีกคนหนึ่งบอกพวกนักเลงว่า “พวกท่านไปอ้อนวอนหญิงแพศยาทำไม ควร
บอกพระอุทายีมิดีกว่าหรือ ท่านจะส่งนางมาให้พวกเราเอง”
เมื่อเขาพูดอย่างนั้น อุบาสกคนหนึ่งพูดแย้งว่า “คุณอย่าพูดอย่างนั้น การทำ
อย่างนั้นไม่เหมาะแก่พระสมณะเชื้อสายศากยบุตร พระคุณเจ้าอุทายีจะไม่ทำเช่นนั้น”
เมื่ออุบาสกพูดอย่างนี้ พวกนักเลงจึงพนันกันว่า “พระคุณเจ้าอุทายีจะทำ
หรือไม่ทำ” นักเลงเหล่านั้นเข้าไปหาพระอุทายีถึงที่อยู่แล้วกราบเรียนท่านว่า “พระ
คุณเจ้า พวกกระผมเข้าไปเที่ยวรื่นเริงในอุทยาน ส่งชายสื่อไปหาหญิงแพศยาชื่อโน้น
ว่า ‘ขอให้นางมา พวกเราจะเที่ยวรื่นเริงในอุทยาน’ นางตอบว่า ‘นายจ๋า ดิฉันไม่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๒ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท นิทานวัตถุ
ทราบว่าพวกท่านเป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร อีกประการหนึ่ง ดิฉันมีเครื่อง
ประดับมาก ถ้าจะต้องออกไปนอกเมือง ดิฉันไม่ไป’ ขอพระคุณเจ้าโปรดส่งหญิง
แพศยาคนนั้นมาให้พวกกระผมด้วยเถิด”
ลำดับนั้น พระอุทายีเข้าไปหาหญิงแพศยาถึงที่อยู่ถามว่า “ทำไมเธอไม่ไปหา
คนพวกนั้นเล่า”
นางตอบว่า “ดิฉันไม่ทราบว่า คนพวกนี้เป็นใครหรือเป็นพวกพ้องของใคร
อีกประการหนึ่งดิฉันมีทรัพย์สมบัติมาก มีเครื่องประดับมาก ถ้าจะต้องออกไปนอก
เมือง ดิฉันไม่ไป เจ้าค่ะ”
“เธอไปหาคนพวกนี้เถิด อาตมารู้จักพวกเขาดี”
“ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันก็จะไป เจ้าค่ะ”
ลำดับนั้น พวกนักเลงพาหญิงแพศยาคนนั้นไปเที่ยวในอุทยาน ต่อมา อุบาสก
ตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระอุทายีจึงชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วคราวเล่า”
พวกภิกษุได้ยินอุบาสกตำหนิ ประณาม โพนทะนา บรรดาภิกษุผู้มักน้อย
ฯลฯ จึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่านพระอุทายีจึงชักสื่อให้อยู่
ร่วมกับชั่วคราวเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิท่านพระอุทายีโดยประการต่าง ๆ แล้ว
จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ
ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง
สอบถามท่านพระอุทายีว่า “อุทายี ทราบว่า เธอชักสื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วคราว
จริงหรือ” พระอุทายีทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรง
ตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ ไม่สมควร ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงชักสื่อ
ให้อยู่ร่วมกันชั่วคราวเล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใส
ให้เลื่อมใส ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท สิกขาบทวิภังค์

พระอนุบัญญัติ
[๓๐๑] อนึ่ง ภิกษุใดทำหน้าที่ชักสื่อ คือ บอกความประสงค์ของชายแก่
หญิงก็ดี บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี เพื่อให้เป็นภรรยาหรือเป็นชู้รัก
โดยที่สุดแม้เพื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วคราว เป็นสังฆาทิเสส
เรื่องนักเลงหญิง จบ
สิกขาบทวิภังค์
[๓๐๒] คำว่า อนึ่ง... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
อนึ่ง...ใด
คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ
ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้
คำว่า ทำหน้าที่ชักสื่อ ความว่า ไปหาฝ่ายชายตามที่หญิงขอร้อง หรือไปหา
ฝ่ายหญิงตามที่ชายขอร้อง
คำว่า บอกความประสงค์ของชายแก่หญิงก็ดี คือ แจ้งความปรารถนาของ
ชายแก่หญิง
คำว่า บอกความประสงค์ของหญิงแก่ชายก็ดี คือ แจ้งความปรารถนาของ
หญิงแก่ชาย
คำว่า เพื่อให้เป็นภรรยา คือ บอกว่า เธอจักเป็นภรรยา
คำว่า เพื่อให้เป็นชู้รัก คือ บอกว่า เธอจักเป็นชู้รัก
คำว่า โดยที่สุดแม้เพื่อให้อยู่ร่วมกันชั่วคราว คือ บอกว่า เธอจักเป็นภรรยา
ชั่วคราว
คำว่า เป็นสังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให้ปริวาส ฯลฯ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสเรียกว่า “เป็นสังฆาทิเสส”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๔ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

บทภาชนีย์
มาติกา
หญิง ๑๐ จำพวก
[๓๐๓] หญิง ๑๐ จำพวก คือ
๑. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา
๒. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา
๓. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา
๔. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย
๕. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว
๖. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ
๗. หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล
๘. หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง
๙. หญิงที่มีคู่หมั้น
๑๐. หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง
ภรรยา ๑๐ จำพวก
ภรรยา ๑๐ จำพวก คือ
๑. ภรรยาสินไถ่
๒. ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ
๓. ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ
๔. ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า
๕. ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส
๖. ภรรยาที่ถูกปลงเทริด
๗. ภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา
๘. ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา
๙. ภรรยาที่เป็นเชลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๕ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

๑๐. ภรรยาชั่วคราว
[๓๐๔] ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ได้แก่ หญิงที่มี
มารดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ได้แก่ หญิงที่มีบิดาคอยระวัง
ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ได้แก่ หญิงที่มี
มารดาบิดาคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ได้แก่ หญิงที่มีพี่
ชายน้องชายคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ได้แก่ หญิงที่มี
พี่สาวน้องสาวคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ได้แก่ หญิงที่มีญาติคอยระวัง
ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ได้แก่ หญิงที่มีบุคคล
ร่วมตระกูลคอยระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่มีธรรมคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีผู้ประพฤติธรรมร่วมกันคอย
ระวัง ควบคุม ห้ามปราม ให้อยู่ในอำนาจ
ที่ชื่อว่า หญิงที่มีคู่หมั้น ได้แก่ หญิงที่ถูกหมั้นหมายไว้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์โดย
ที่สุดกระทั่งหญิงที่ชายสวมพวงดอกไม้ให้ด้วยกล่าวว่า “หญิงนี้เป็นของเรา”
ที่ชื่อว่า หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครอง ได้แก่ หญิงที่มีพระราชาบางองค์ทรง
กำหนดโทษไว้ว่า “ชายที่ล่วงเกินหญิงคนนี้ ต้องได้รับโทษเท่านี้”
ที่ชื่อว่า ภรรยาสินไถ่ ได้แก่ หญิงที่ชายเอาทรัพย์ซื้อมาอยู่ร่วมกัน
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ได้แก่ หญิงอันเป็นที่รักซึ่งชายคู่รักรับ
ให้อยู่ร่วมกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๖ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ได้แก่หญิงที่ชายยกสมบัติให้แล้วอยู่ร่วมกัน
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ได้แก่หญิงที่ชายมอบผ้าให้แล้วอยู่ร่วมกัน
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ได้แก่ หญิงที่ชายจับมือจุ่มลงในภาชนะน้ำ
ด้วยกันแล้วอยู่ร่วมกัน
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่ถูกปลงเทริด ได้แก่ หญิงที่ชายถอดเทริดลงแล้วอยู่ร่วมกัน
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นทั้งทาส
เป็นทั้งภรรยา
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ได้แก่ หญิงที่เป็นทั้งลูกจ้าง
เป็นทั้งภรรยา
ที่ชื่อว่า ภรรยาที่เป็นเชลย ได้แก่ หญิงที่ถูกนำมาเป็นเชลย
ที่ชื่อว่า ภรรยาชั่วคราว ได้แก่ หญิงที่อยู่ร่วมกันเป็นครั้งคราว
ธนักกีตาจักร
นิกเขปบท
[๓๐๕] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ทราบว่า ขอให้เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้
เถิด” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก๑ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดา ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง

เชิงอรรถ :
๑ “ปฏิคฺคณฺหาติ” รับคำ คือ ภิกษุรับคำที่ชายขอร้องให้บอกกับหญิง วีมํสติ ไปบอก คือ ครั้นภิกษุรับ
คำแล้วก็ไปบอกให้หญิงทราบ ปจฺจาหรติ กลับมาบอก คือ เมื่อภิกษุบอกแล้ว หญิงนั้นจะรับคำก็ตาม จะ
ปฏิเสธก็ตาม หรือจะนิ่งเพราะเหนียมอายก็ตาม ภิกษุกลับมาแจ้งข่าวแก่ชายนั้น (วิ.อ. ๒/๓๐๕/๔๗-๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๔๗ }


พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ของญาติ ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ บอกหญิง
ชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้เถิด” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

ขัณฑจักร
มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๐๖] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาว่า “ทราบว่า
เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้
ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อ
นี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อ
นี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติ สังฆาทิเสส
ขัณฑจักร จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักร
มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๐๗] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาว่า
“ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับ
มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา
และหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปก
ครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
บิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสิน
ไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาว่า “ทราบ
ว่า ท่านจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ

พัทธจักร มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒
[๓๐๘] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชาย
น้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
มารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในคุ้มครองของตระกูล ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา
และหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาว่า ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็น
ภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒ จบ

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๓
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย
และหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ฯลฯ หญิง
ชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายและ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของพี่ชายน้องชายและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาว่า
ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมา
บอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๓ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๔
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของพี่สาวน้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวและ
หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้อง
สาวและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้อง
สาวและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
พี่สาวน้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาว
น้องสาวและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายว่า ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๔ จบ

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๕
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้
ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ฯลฯ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ
และหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของญาติและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวว่า
ทราบว่า ท่านจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๕ จบ

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๖
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปก
ครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดาบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้
ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูลและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติว่า
ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมา
บอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๖ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๗
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง
และหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดาบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปก
ครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของตระกูลว่า ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของ
ชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๗ จบ

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๘
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและ
หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดาบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
พี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
พี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
ญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอทั้งหลาย
จงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๘ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่
มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
พี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่มี
ธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นว่า ทราบ
ว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙ จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรที่มีหญิง ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๓ คนเป็นมูลก็ดี มี
หญิง ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๗
คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตาม
แบบนี้เหมือนกัน
ต่อไปนี้ คือขัณฑจักรและพัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล
ธนักกีตาจักร
พัทธจักรมีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๐๙] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา หญิงชื่อนี้ที่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชาย
น้องชาย หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของญาติ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล หญิงชื่อนี้ที่มี
ธรรมคุ้มครอง หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส
ธนักกีตาจักร จบ

ฉันทวาสินีจักร - มุหุตติกาจักร
นิกเขปบท
[๓๑๐] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจของ
ชายชื่อนี้ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ
เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้ง
คนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับ
มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง
ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอทั้ง
หลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

มุหุตติกาจักร
ขัณฑจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๑๑] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาว่า ทราบ
ว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้
ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อ
นี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า
เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล จบ

มุหุตติกาจักร
พัทธจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๑๒] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาว่า
ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับ
มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา
และหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปก
ครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของ
บิดาและหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยา
ชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาว่า ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรมีหญิงคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒ - ๘ ย่อไว้แล้ว
พัทธจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
[๓๑๓] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาว่า ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ หญิง
ชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชาย ฯลฯ หญิง
ชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาว ฯลฯ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติ ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ
หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ หญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองและหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้นว่า ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยา
ชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมุหุตติกาจักรที่มีหญิงคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมุหุตติกาจักรที่มีหญิง ๒ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๓
คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๕ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๖ คนเป็นมูลก็ดี
มีหญิง ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๘ คนเป็นมูลก็ดี มีหญิง ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึง
ขยายตามแบบนี้เหมือนกัน
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล
มุหุตติกาจักร
พัทธจักรที่มีหญิง ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๑๔] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา หญิงชื่อนี้ที่
ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชาย
น้องชาย หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของญาติ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล หญิงชื่อนี้ที่มี
ธรรมคุ้มครอง หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบว่า
เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
มุหุตติกาจักร จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

มาตุรักขิตาจักร
นิกเขปบท

[๓๑๕] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจของชายชื่อนี้
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคน
รับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับ
มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

มาตุรักขิตาจักร
ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๑๖] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดาว่า “ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่
เพราะแผ่นผ้าของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยา
ชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

ขัณฑจักร
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๑๗] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและ
ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาชั่วคราว
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก
กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักร มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒ - ๘ ย่อไว้แล้ว
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
[๓๑๘] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาชั่วคราวและเป็นภรรยา
สินไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวและเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็น
ภรรยาชั่วคราวและเป็นภรรยาที่เป็นเชลยของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมา
บอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๓ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๕ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๘ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตามแบบนี้เหมือนกัน
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๑๙] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่อยู่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

ด้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็น
ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้
เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย เป็น
ภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
มาตุรักขิตาจักร จบ

ปิตุรักขิตาจักร
นิกเขปบท
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของบิดา ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดา ฯลฯ
บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยัง
อยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว ฯลฯ บอกหญิงชื่อที่ยังอยู่ในความปกครอง
ของญาติ ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล ฯลฯ บอกหญิง
ชื่อนี้ที่มีธรรมคุ้มครอง ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น ฯลฯ บอกหญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไป
บอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่
เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส
ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้ง
ภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย
ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

สปริทัณฑาจักร
ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๒๐] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองว่า “ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่และเป็นภรรยาที่อยู่ด้วย
ความพอใจของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้าท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ
เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่
เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาสิน
ไถ่และภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่
เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็น
ภรรยาสินไถ่และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักร มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ

สปริทัณฑาจักร
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะ
สมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ
เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาชั่วคราว ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความ
พอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว้แล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมาย
คุ้มครองว่า ‘ทราบว่าเธอจงเป็นภรรยาชั่วคราวและภรรยาสินไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยา
ชั่วคราวและภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวและภรรยาที่เป็น
เชลยของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๓ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๔ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๕ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๖ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๗ คนเป็นมูลก็ดี มีภรรยา ๘ คนเป็นมูลก็ดี
มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็ดี ก็พึงขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๒๑] ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่มี
กฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ
เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข้าพิธี
สมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา เป็น
ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และภรรยาชั่วคราวของ
ชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สปริฑัณฑาจักร จบ

อุภโตพัทธกจักร
มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๑
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาว่า ‘ทราบว่า เธอจงเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๒
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาว่า ‘ทราบว่า เธอ
ทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจของชายชื่อนี้” ภิกษุรับ
คำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๓
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาและหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่
ในความปกครองของมารดาบิดาว่า ‘ทราบว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ เป็น
ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ และภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
อุภโตพัทธกจักร พึงขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้เป็นสัพพมูลกนัย
อุภโตพัทธกจักร
มีหญิงและภรรยารวมกันข้างละ ๑๐
ชายขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความ
ปกครองของมารดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดาบิดา หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชาย
หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาว หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปก
ครองของญาติ หญิงชื่อนี้ที่ยังอยู่ในความปกครองของตระกูล หญิงชื่อนี้ที่มีธรรม
คุ้มครอง หญิงชื่อนี้ที่มีคู่หมั้น หญิงชื่อนี้ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ‘ทราบว่า เธอทั้ง
หลายจงเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะ
สมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูก
ปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย เป็นภรรยาชั่วคราว ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
อุภโตพัทธกจักร จบ

ปุริสเปยยาล
มารดาของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ บิดาของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ มารดาบิดา
ของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่ชายน้องชายของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่สาวน้องสาว
ของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พวกญาติของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ ตระกูลของชายขอ
ร้องภิกษุ ฯลฯ ผู้ร่วมประพฤติธรรมของชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ
ปุริสเปยยาลพึงขยายให้พิสดาร
อุภโตพัทธกจักรพึงขยายให้พิสดารดุจนัยที่มีมาข้างต้นนั่นแล
ปุริสเปยยาล จบ

อิตถีเปยยาล
นิกเขปบท
[๓๒๒] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ
เจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ
เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยา
ที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้
เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่
เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

มาตุรักขิตาจักร
ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๒๓] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่
อยู่ด้วยความพอใจของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ
เจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่
เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยา
สินไถ่และภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่ถูกปลงเทริด
ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยา
สินไถ่และภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่
เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก
กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ

พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๒๔] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความ
พอใจและภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยา
ชั่วคราว ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุ
รับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว้แล้ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
[๓๒๕] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาชั่วคราวและเป็น
ภรรยาสินไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวและภรรยาที่เป็นเชลยของชายชื่อนี้” ภิกษุ
รับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรมีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ
แม้ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูล
ตลอดถึงขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็พึง
ขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๒๖] มารดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่
อยู่ด้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า
เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้
เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และ
เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
มาตุรักขิตาจักร จบ

ปิตุรักขิตาจักร - สปริทัณฑาจักร
นิเขปบท
บิดาของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ มารดาบิดา
ของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่ชายน้องชาย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่ชายน้องชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ พี่สาวน้อง
สาวของหญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวขอร้องภิกษุ ฯลฯ ญาติของ
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติขอร้องภิกษุ ฯลฯ ตระกูลของหญิงที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของตระกูลขอร้องภิกษุ ฯลฯ ผู้ร่วมประพฤติธรรมของหญิงที่มีธรรม
คุ้มครองขอร้องภิกษุ ฯลฯ คู่หมั้นของหญิงที่มีคู่หมั้นขอร้องภิกษุ ฯลฯ พระราชา
ผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า
ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

สปริทัณฑาจักร
นิกเขปบท
พระราชาผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคน
รับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับ
มาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๒๗] พระราชาผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้อง
ภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่และ
ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์

พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๒๘] พระราชาผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้อง
ภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วย
ความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและ
ภรรยาชั่วคราว ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูลหมวดที่ ๒-๘ ย่อไว้แล้ว
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
[๓๒๙] พระราชาผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้อง
ภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาชั่วคราว
และเป็นภรรยาสินไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยาชั่วคราวและภรรยาที่เป็นเชลยของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาหนึ่งคนเป็นมูล จบ
แม้ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูล
ตลอดถึงขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๙ คนเป็นมูลก็พึง
ขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๓๐] พระราชาผู้ตรากฎหมายสำหรับหญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้อง
ภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า หญิงนั้นขอเป็นภรรยาสินไถ่ เป็น
ภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะ
แผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย
และเป็นภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
ทัณฑฐปิตจักร จบ

มาตุรักขิตาจักร
นิกเขปบท
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน
ช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก
กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน
ช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่
อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส
ฯลฯ เป็นภรรยาถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ
เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็น
ภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส
นิกเขปบท จบ

ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๓๑] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ
เจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่ด้วยความ
พอใจของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน
ช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมา
บอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๓๒] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ
เจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยา
ที่อยู่เพราะสมบัติ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาชั่วคราว ฯลฯ
เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก
กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒-๘ ย่อไว้แล้ว
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่าน
ช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาชั่วคราวและเป็นภรรยาสินไถ่ ฯลฯ เป็น
ภรรยาชั่วคราวและภรรยาที่เป็นเชลยของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งมาตุรักขิตาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลเป็นต้น
ก็พึงขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คน เป็นมูล
[๓๓๓] หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของมารดาขอร้องภิกษุว่า “พระคุณ
เจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ความพอใจ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็น
ภรรยาที่เข้าพิธีสมรส เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้ง
ภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และภรรยา
ชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
มาตุรักขิตาจักรอีกนัยหนึ่ง จบ

นิกเขปบท
หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ใน
ความปกครองของมารดาบิดาขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่
ชายน้องชายขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของพี่สาวน้องสาวขอ
ร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยังอยู่ในความปกครองของญาติขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่ยัง
อยู่ในความปกครองของตระกูลขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่มีธรรมคุ้มครองขอร้องภิกษุ
ฯลฯ หญิงที่มีคู่หมั้นขอร้องภิกษุ ฯลฯ หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า
“พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกชาย
ชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า ฯลฯ เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่ถูกปลงเทริด ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็น
ภรรยาที่เป็นทั้งลูกจ้าง เป็นทั้งภรรยา ฯลฯ เป็นภรรยาที่เป็นเชลย ฯลฯ เป็นภรรยา
ชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สปริทัณฑาจักร
ขัณฑจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล
[๓๓๔] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไป
บอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่และภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ ฯลฯ เป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ภรรยาสินไถ่และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑
[๓๓๕] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไป
บอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ
ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจและภรรยาชั่วคราว ฯลฯ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วย
ความพอใจและภรรยาสินไถ่ของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๑ จบ
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๒-๘ ย่อไว้แล้ว
พัทธจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล หมวดที่ ๙
[๓๓๖] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไป
บอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาชั่วคราวและภรรยาสินไถ่ ฯลฯ เป็นภรรยา
ชั่วคราวและภรรยาที่เป็นเชลยของชายชื่อนี้” ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้อง
อาบัติสังฆาทิเสส
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยาคนหนึ่งเป็นมูล จบ
ขัณฑจักรและพัทธจักรแห่งสปริทัณฑาจักรที่มีภรรยา ๒ คนเป็นมูลเป็นต้น
ก็พึงขยายตามแบบนี้
ต่อไปนี้คือพัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
พัทธจักรที่มีภรรยา ๑๐ คนเป็นมูล
[๓๓๗] หญิงที่มีกฎหมายคุ้มครองขอร้องภิกษุว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไป
บอกชายชื่อนี้ว่า ดิฉันขอเป็นภรรยาสินไถ่ เป็นภรรยาที่อยู่ด้วยความพอใจ เป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท บทภาชนีย์
ภรรยาที่อยู่เพราะสมบัติ เป็นภรรยาที่อยู่เพราะแผ่นผ้า เป็นภรรยาที่เข้าพิธีสมรส
เป็นภรรยาที่ถูกปลงเทริด เป็นภรรยาที่เป็นทั้งคนรับใช้เป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่
เป็นทั้งลูกจ้างเป็นทั้งภรรยา เป็นภรรยาที่เป็นเชลย และภรรยาชั่วคราวของชายชื่อนี้”
ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สปริทัณฑาจักรอีกนัยหนึ่ง จบ
จักรเปยยาลทั้งมวล จบ

ภิกษุรับคำ
[๓๓๘] ภิกษุรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุรับคำ ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุรับคำ ไม่ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุรับคำ ไม่ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุไม่รับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุไม่รับคำ ไปบอก ไม่กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุไม่รับคำ ไม่ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุไม่รับคำ ไม่ไปบอก ไม่กลับมาบอก ไม่ต้องอาบัติ
ชายสั่งภิกษุหลายรูป
ชายสั่งภิกษุหลายรูปว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุทุก
รูปรับคำ ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกรูป
ชายสั่งภิกษุหลายรูปว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุทุก
รูปรับคำ ไปบอก ให้รูปหนึ่งกลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกรูป
ชายสั่งภิกษุหลายรูปว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุทุก
รูปรับคำ ให้รูปหนึ่งไปบอก แล้วทุกรูปกลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกรูป
ชายสั่งภิกษุหลายรูปว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุทุก
รูปรับคำ ให้รูปหนึ่งไปบอก แล้วให้รูปหนึ่งกลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสสทุกรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๔ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท อนาปัตติวาร

ชายสั่งภิกษุรูปเดียว
ชายสั่งภิกษุรูปเดียวว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก กลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายสั่งภิกษุรูปเดียวว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ไปบอก แต่ให้ภิกษุอันเตวาสิกกลับมาบอก ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายสั่งภิกษุรูปเดียวว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ให้ภิกษุอันเตวาสิกไปบอก แต่กลับมาบอกด้วยตนเอง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ชายสั่งภิกษุรูปเดียวว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุรับคำ
ให้ภิกษุอันเตวาสิกไปบอก ภิกษุอันเตวาสิกไปบอกแล้วกลับมาบอกนอกเรื่อง ต้อง
อาบัติถุลลัจจัยทั้งสองรูป
ภิกษุจัดการสำเร็จและบอกคลาดเคลื่อน
[๓๓๙] ภิกษุไปจัดการสำเร็จ กลับมาบอกคลาดเคลื่อน ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุไปบอกคลาดเคลื่อน กลับมาบอก จัดการสำเร็จ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
ภิกษุไปจัดการสำเร็จ กลับมาบอก จัดการสำเร็จ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุไปบอกคลาดเคลื่อน กลับมาบอกคลาดเคลื่อน ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
[๓๔๐] ๑. ภิกษุผู้ไปด้วยกิจของสงฆ์ ของเจดีย์ หรือของภิกษุอาพาธ
๒. ภิกษุวิกลจริต
๓. ภิกษุต้นบัญญัติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๕ }

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] ๕. สัญจริตตสิกขาบท วินีตวัตถุ

คาถารวมวินีตวัตถุ
เรื่องที่ทรงวินิจฉัยแล้ว
เรื่องหญิงหลับ ๑ เรื่อง___เรื่องหญิงตาย ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงย้ายบ้าน ๑ เรื่อง___เรื่องไม่ใช่หญิง ๑ เรื่อง
เรื่องหญิงบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง___เรื่องชักจูงสามีภรรยาผู้ทะเลาะให้คืนดีกัน ๑ เรื่อง
เรื่องการชักสื่อบัณเฑาะก์ ๑ เรื่อง
วินีตวัตถุ
เรื่องหญิงหลับ ๑ เรื่อง
[๓๔๑] สมัยนั้น ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไป
บอกหญิงชื่อนี้” ภิกษุไปถามพวกชาวบ้านว่า “หญิงคนชื่อนี้ อยู่ไหน” “หลับอยู่
เจ้าข้า” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ จึงนำเรื่องนี้ไป
กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่ต้องอาบัติ
สังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๑)
เรื่องหญิงตาย ๑ เรื่อง
สมัยนั้น ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิง
ชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ้านว่า “หญิงคนชื่อนี้อยู่ไหน” พวกเขาตอบว่า
“นางตายแล้ว เจ้าข้า” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือหนอ
จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ เธอไม่
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๒)
เรื่องหญิงย้ายบ้าน ๑ เรื่อง
สมัยนั้น ชายคนหนึ่งสั่งภิกษุรูปหนึ่งว่า “พระคุณเจ้า ท่านช่วยไปบอกหญิง
ชื่อนี้” ภิกษุนั้นไปถามพวกชาวบ้านว่า “หญิงคนชื่อนี้ อยู่ไหน” พวกเขาตอบว่า
“นางย้ายไปแล้ว เจ้าข้า” ท่านเกิดความกังวลใจว่า เราต้องอาบัติสังฆาทิเสสหรือ
หนอ จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุ
เธอไม่ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ต้องอาบัติทุกกฏ” (เรื่องที่ ๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า :๓๗๖ }

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น