ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

รวมคำถามคำตอบหมวดบทวิเคราะห์ (2)

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

หน้านี้เป็นการรวมคำถามคำตอบหมวดบทวิเคราะห์ ที่มีผู้สนใจถามเข้ามา เป็นชุดที่ 2 นะครับ



การถูกให้ร้าย

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้ถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: การถูกให้ร้าย

ผมมีคำถามเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับบุคคลที่คอยจะทำร้ายเรา
ในการทำงาน ย่อมมีเรื่องขัดแย้งกับคน บุคคลที่ไม่เป็นมิตรพยายามหาทางที่จะทำร้ายและให้ร้ายเรา ผมศึกษาธรรมะมา ก็เห็นคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าให้ปล่อยวางและแผ่เมตตา ใครโกรธตอบถือว่าเลวกว่าบุคคลที่โกรธเราเสียอีก แต่ยิ่งเราเฉย เขาก็คิดว่ารังแกเราได้โดยง่าย ก็จะยิ่งหาเรื่องเราเข้าไปอีก ดังนั้นผมเลยไม่แน่ใจในคำสอนนี้ว่าจะใช้ได้ผลกับคนชั่ว ผมยังเป็นปุถุชนธรรมดา ยังมีความอ่อนไหวต่อโลกธรรม ไม่เหมือนกับพระอรหันต์ที่ไม่หวั่นไหวเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เพราะหมดกิเลสแล้ว ดังนั้นผมอยากจะถามว่าถ้าเจอคนที่จะคอยทำร้ายและให้ร้ายเรา เราควรจะโต้ตอบดีหรือไม่ จะขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาพุทธหรือไม่ มีวิธีการจัดการกับคนชั่วที่คอยให้ร้ายเราได้อย่างไร


ตอบ

สวัสดีครับ ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

ในมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่เป็นมงคล 38 ประการ (ดูรายละเอียดได้ในเรื่องมงคลในพระพุทธศาสนา ในหมวดธรรมทั่วไปนะครับ) นั้น

มงคลข้อที่ 1 ก็คือ การไม่คบคนพาล
มงคลข้อที่ 2 ก็คือ การคบบัณฑิต
มงคลข้อที่ 4 ก็คือ การอยู่ในสถานที่อันเหมาะสม หรือสมควร
มงคลข้อที่ 6 ก็คือ การตั้งตนไว้ชอบ

การจัดการกับปัญหานี้ขั้นแรกก็ควรทำอย่างที่คุณ..... ได้กล่าวเอาไว้แล้ว คือปล่อยวางและแผ่เมตตาให้นะครับ ขอเสริมอีกนิดว่าขณะเดียวกันก็คิดเสียว่าเป็นการชดใช้กรรมเก่าที่เคยทำเอาไว้ในชาตินี้หรือชาติก่อนๆ เมื่อใช้กรรมหมดไปแล้วก็จะได้หมดเวรกันไป จะได้สบายใจขึ้นนะครับ ซึ่งตรงกับมงคลข้อที่ 6

ถ้ายังไม่หายก็คงต้องใช้วิธีพูดกับเขาดีๆ อย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุผลว่าเขาเข้าใจอะไรเราผิดไปหรือเปล่า ถ้ามีการเข้าใจผิดก็ควรปรับความเข้าใจกันใหม่ แล้วชี้แจงให้เขาเข้าใจว่าที่ผ่านมาเขาทำให้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วตกลงกันว่าเราจะยกโทษในเรื่องที่แล้วไปแล้วทั้งหมด ต่อไปก็เริ่มต้นกันใหม่ ขอให้เป็นมิตรที่ดีต่อกันนะครับ บางครั้งการให้ของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาก็ได้นะครับ ขอให้ระลึกเอาไว้เสมอว่า เวรย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร

แต่ถ้ายังไม่หายก็ควรทำตามมงคลข้อที่ 1 และ 2 คือพยายามหลีกเลี่ยงคนๆ นั้น และพยายามเข้าใกล้คนที่ดีมีศีลธรรม ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วคงทำได้ไม่ง่ายนักนะครับ โดยเฉพาะสำหรับคนทำงาน

ถ้าไม่สำเร็จก็คงต้องตั้งจิตอันประกอบด้วยเมตตา กรุณา แล้วสั่งสอนให้เขาได้รู้สำนึก เพื่อให้เขาเลิกทำบาปทำกรรมกับเราต่อไป ขอย้ำว่าทำด้วยความเมตตา กรุณา เพื่อให้เขากลับตัวกลับใจนะครับ ไม่ใช่ทำด้วยความโกรธแค้น ตัวอย่างเรื่องทำนองนี้ที่มีในพระไตรปิฎกก็มี เช่น พระพุทธเจ้าทรงทรมานพญานาคที่โรงไฟของชฎิล, พระพุทธเจ้ารับสั่งให้พระโมคคัลลาน์ไปทรมานพญานาคเพื่อให้เลิกทำร้ายคน ฯลฯ

ขั้นตอนนี้ถ้าไม่แน่ใจที่จะทำคนเดียว ก็อาจหาเพื่อนคนอื่นๆ ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันมาเป็นแนวร่วมด้วยก็ได้นะครับ หรือถ้าจำเป็นก็อาจต้องให้เรื่องนี้มีการรับรู้ไปถึงผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาของคนๆ นั้นด้วย ขอย้ำอีกครั้งว่าต้องทำด้วยความเมตตา กรุณา เพื่อให้เขากลับตัวกลับใจจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ทำด้วยความโกรธแค้น

แต่ถ้ายังไม่สำเร็จอีกก็อาจจะต้องทำตามมงคลข้อที่ 4 คือ ย้ายที่ทำงานซะเลย อาจจะเป็นการย้ายห้อง ย้ายหน้าที่ ย้ายสำนักงานสาขา หรืออาจถึงขั้นย้ายบริษัทตามความเหมาะสม หรือไม่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าโลกที่เต็มไปด้วยคนที่มีกิเลสก็เป็นอย่างนี้เป็นธรรมดา หนีไปไหนก็คงจะต้องเจออีกไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นก็ต้องยอมรับความจริงข้อนี้แล้วปล่อยวางให้ได้นะครับ พยายามมองหาข้อดีของเขา (คนที่สร้างปัญหาให้เรา) ให้เจอ แล้วนึกถึงแต่ข้อดีของเขา คิดว่าอย่างน้อยเขาก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง พยายามรักษาจิตของตนเองเอาไว้ให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อจะสามารถอยู่ในโลกนี้ต่อไปได้อย่างไม่เป็นทุกข์มากนักนะครับ

จะอย่างไรก็ตามก็ขอให้ใจเย็นๆ เย็นที่สุด พยายามทำไปตามขั้นตอน จะได้ไม่ต้องมาเสียใจภายหลังนะครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ

ธัมมโชติ


สภาวะจิตบางอย่าง

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้ถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: Dhamma Question

สวัสดีครับ

1. ความเศร้า, ความสงสาร, ความอาลัย, ฯ ความรู้สึก เหล่านี้เป็นอกุศลจิตหรือไม่ครับ
2. ถ้าใช่ เมื่อเกิดกับเราถือว่าเราได้บาปหรือไม่ครับ

ขอบพระคุณมากครับ


ตอบ

สวัสดีครับ ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ
  1. ความเศร้า ความอาลัย เป็นอกุศลจิตครับ โดยเป็นจิตประเภทโทสะอย่างอ่อน (จิตทุกประเภทที่ประกอบด้วยความทุกข์ใจ ล้วนจัดเป็นโทสมูลจิตทั้งสิ้นครับ คือเป็นจิตที่มีโทสะเป็นมูล โทสะนั้นไม่จำเป็นจะต้องถึงกับโกรธ แค่เพียงไม่สบายใจ หรือกังวลใจก็จัดเป็นโทสะแล้วนะครับ) โดยความอาลัยนั้นมีสาเหตุมาจากอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) ซึ่งอุปาทานนั้นเป็นโลภมูลจิต (จิตที่มีโลภะเป็นมูล) คือในกรณีนี้โลภะ (อุปาทาน) เป็นปัจจัยให้เกิดโทสะ (ความทุกข์ใจขณะเกิดความอาลัย คือเสียใจเพราะความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ที่พอใจ) คือขณะยึดเป็นโลภะ ขณะทุกข์เป็นโทสะนะครับ

    ส่วนความสงสารนั้น ถ้ามีความทุกข์ใจประกอบด้วย ในส่วนที่เป็นทุกข์นั้นก็เป็นอกุศลจิต คือเป็นโทสะอ่อนๆ เช่นกันครับ แต่ในส่วนที่ไม่ทุกข์ คือส่วนที่เป็นกรุณาจิต (ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์) นั้นเป็นมหากุศลจิตครับ คือบางครั้งจิต 2 ประเภทนี้เกิดสลับกันอย่างรวดเร็วมาก ก็จะทำให้ความสงสารนั้นมีทุกข์ปนอยู่ด้วย เป็นกุศลและอกุศลสลับกันไปครับ

  2. อกุศลจิตนั้นเมื่อเกิดขึ้นก็จะทำให้จิตเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส ก็คือเป็นบาปครับ (บุญคือเครื่องชำระจิตให้ผ่องใส ประณีต เบาสบาย บาปคือเครื่องทำจิตให้เศร้าหมอง หยาบกระด้าง) จะมากจะน้อยก็ขึ้นกับความรุนแรง และระยะเวลาที่เกิดขึ้นนะครับ เมื่อรู้ตัวแล้วก็ควรรีบแก้ไข โดยคิดถึงเรื่องอื่นที่เป็นกุศลแทน

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ


ธัมมโชติ


ชอบคิดถึงอดีต

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

ดิฉันอายุ 28 ปี ในวัยเด็กดิฉันถูกเลี้ยงดูโดยคุณยาย และมารดาไม่ได้เลี้ยงดู เมื่อสมัยดิฉันยังเรียนหนังสืออยู่ ดิฉันไปขอเงินคุณแม่ ซึ่งแต่งงานใหม่ไปแล้ว เขามักไม่ยอมให้ และพูดจาว่าให้ไปขอพ่อมึงโน่น มาขออะไรกู และทำความรู้สึกให้ดิฉันแย่ที่สุดหลายอย่างตั้งแต่จำความได้ค่ะ

ปัจจุบัน ดิฉันชอบคิดถึงอดีต และไม่รู้สึกรักท่านเท่าไหร่ ดิฉันรู้ว่ามันไม่ดีมากๆ แต่อาจารย์พอจะมีวิธีช่วยดิฉันไม่ให้คิดถึงอดีตบ้างไหมค่ะ ดิฉันไม่อยากเป็นแบบนี้เลย กลัวตกนรกค่ะ และกลัวความไม่เจริญจะมาเยือนชีวิตค่ะ อาจารย์ได้โปรดช่วยดิฉันด้วย

เวลาคนอื่นทำอะไรให้โกรธ ดิฉันจะโกรธไม่นาน แต่ถ้าเป็นมารดาของดิฉัน ดิฉันจะเก็บเอามาคิดเสมอ ดิฉันพยายามนึกถึงความดีงามบางอย่างที่ท่านได้ทำ เพื่อจะได้ให้มันหักล้างกัน แต่บางครั้งก็สำเร็จ บางครั้งก็ไม่สำเร็จ

ขอบคุณค่ะ


ตอบ

สวัสดีครับ คุณ .....

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

เท่าที่อ่านดูแล้ว คิดว่าคุณ ..... มีความเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรมอยู่ไม่น้อยนะครับ เมื่อเชื่อว่ากรรมที่ทำในปัจจุบันจะส่งผลไปถึงชาติหน้าได้ ก็น่าจะมีความเชื่อด้วยว่าสิ่งที่คุณ ..... ประสบมาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบันนั้น ก็เป็นผลจากกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อนๆ เช่นกันนะครับ นั่นก็คือเหตุการณ์ที่ไม่ดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ก็ควรจะโทษกรรมที่คุณ ..... ได้เคยทำเอาไว้ในชาติก่อนๆ แทนที่จะไปตำหนิคุณแม่ของคุณเอง

คุณแม่ของคุณก็หนีไม่พ้นกฏแห่งกรรมเช่นเดียวกันครับ กรรมที่ท่านทำไว้ก็จะตอบสนองท่านเองด้วยความยุติธรรม เพราะกฏแห่งกรรมเป็นกฏที่ยุติธรรมที่สุดนะครับ คุณ ..... กำลังชดใช้กรรมเก่าที่ได้ทำเอาไว้ในชาติก่อนๆ ขณะเดียวกันคุณแม่ของคุณก็กำลังสร้างกรรมใหม่

คุณ ..... ควรจะสงสารคุณแม่ของคุณมากกว่าที่จะโกรธท่านนะครับ (ที่ท่านกำลังสร้างกรรมที่ไม่ดี) ถ้าช่วยเตือนสติท่านได้ก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าช่วยไม่ได้ก็คงต้องทำใจให้เป็นอุเบกขา แล้วก้มหน้าชดใช้กรรมเก่าให้หมดโดยเร็วนะครับ อย่าสร้างบาปกรรมใหม่ขึ้นมาอีก ที่ทำไปแล้วก็ควรจะขอขมาท่านนะครับ (ที่คิดไม่ดีกับท่านเอาไว้) ถ้าสามารถไปขอขมาท่านด้วยตัวเองได้ก็จะดีมากครับ แล้วขอให้ท่านยกโทษให้ (ซึ่งก็จะเป็นการเตือนสติท่านไปในตัวด้วย) แต่อย่างน้อยก็ควรอธิษฐานจิตขอขมาท่านไปก่อน แล้วตั้งใจว่าจะไม่โกรธท่านอีก ก็จะสบายใจขึ้นได้มากนะครับ

ตอนนี้ถ้าสามารถให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ หรือเจริญวิปัสสนาได้ก็ควรจะทำนะครับ เพื่อให้จิตใจผ่องใสขึ้น สิ่งร้ายๆ ต่างๆ จะได้มาเยือนได้ยากขึ้นครับ

อย่างน้อยก่อนนอนทุกคืนก็ควรจะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ และมนุษย์ทั้งหลาย รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ถ้าสวดมนต์ไหว้พระด้วยก็จะดีมากครับ เท่านี้ก็น่าจะทำให้คุณ ..... มีความสุขขึ้นอีกมากเลยละครับ

พยายามแผ่เมตตาให้คุณแม่ของคุณบ่อยๆ นะครับ วันละหลายๆ ครั้งด้วยใจจริง จะช่วยล้างความฝังใจที่ร้ายๆ ได้ครับ และทุกครั้งที่คิดถึงท่านในทางที่ไม่ดี ก็พยายามฝืนใจ พยายามนึกถึงความดีต่างๆ ของท่าน และแผ่เมตตาให้ท่านมากๆ จนกว่าความรู้สึกไม่ดีต่อท่านจะหายไปนะครับ ถ้าจิตมีกำลังมากพอและทำจากใจจริงๆ ไม่นานก็คงเห็นผลครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ


ธัมมโชติ


ฆราวาสกับการปฏิบัติธรรม

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: สภาวะการมีครอบครัว...

สภาวะการมีครอบครัวที่เรายังต้องมีหน้าที่ของภรรยาที่ต้องปฏิบัติต่อผู้เป็นสามี กับการปฏิบัติธรรมจนจิตใจสะอาด สงบ ระงับจากความยินดีในกามราคะ จะไปด้วยกันได้อย่างไรคะ

ขอบคุณค่ะ


ตอบ

สวัสดีครับ คุณ .....

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ

ชีวิตของฆราวาสนั้นถ้าต้องการปฏิบัติธรรมให้บริสุทธิและได้ผลอย่างรวดเร็วนั้น ทำได้ไม่ง่ายนักนะครับ เพราะมีข้อติดขัดหลายประการ ทั้งหน้าที่การงาน ครอบครัว ฯลฯ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียว

ในสมัยพุทธกาลก็มีตัวอย่างอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น นางวิสาขามหาอุบาสิกา (มิคารมาตา) นั้นเป็นโสดาบันตั้งแต่อายุ 7 ขวบ พอโตขึ้นก็แต่งงาน มีลูกหลานหลายคน และก็ไม่ได้ทิ้งธรรมนะครับ

ผู้ที่จะงดเว้นจากกามราคะได้อย่างสิ้นเชิงก็ต้องเป็นอนาคามีบุคคลหรือพระอรหันต์เท่านั้นนะครับ ส่วนผู้ที่ยังอยู่ในขั้นต่ำกว่านั้น (ตั้งแต่สกทาคามีบุคคลลงมา) ก็ยังมีกิเลสในเรื่องนี้อยู่ตามขั้นครับ เพียงแต่กิเลสนั้นจะแสดงตัวออกมาหรือไม่เท่านั้น เช่น พระอานนท์ท่านกล่าวว่าตั้งแต่ท่านบวชมาแล้วความกำหนัดในกามไม่ได้เกิดขึ้นกับท่านเลยแม้ในขณะที่ยังเป็นโสดาบันอยู่ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่ที่จริตของแต่ละบุคคลด้วยนะครับ

ดังนั้นผู้ที่สนใจธรรมอย่างแท้จริง ถ้าสามารถออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้ก็เป็นการดีนะครับ แต่ถ้ายังมีภาระหน้าที่ ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ก็ควรจะปฏิบัติธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในวิสัยของฆราวาส เช่น การปฏิบัติกับสามี หรือภรรยา ก็ทำไปโดยสมควรตามหน้าที่ ไม่ใช่ทำไปด้วยอำนาจของกิเลส การบริโภคอาหารก็บริโภคเพื่อแก้หิว เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย เพื่อให้ชีวิตเป็นไปได้ตามสมควร ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่ใช่เพื่อตอบสนองกิเลส ฯลฯ

การกระทำอย่างอื่นๆ ก็ทำนองเดียวกันนะครับ คือ พยายามทำไปในทางที่ไม่ให้กิเลสงอกเงย หรือครอบงำจิตใจได้ สร้างสมบุญบารมีเอาไว้ทีละเล็กละน้อยตามกำลังที่จะทำได้ ทั้งในด้านทาน ศีล สมาธิ และวิปัสสนา

เมื่อใดถูกกิเลสครอบงำ พอมีสติระลึกได้ก็รับรู้ตามสภาพความเป็นจริง แล้วปล่อยวาง (เพื่อแก้ไข ปรับปรุง ในโอกาสต่อๆ ไป) อย่ายึดมั่น เสียใจนะครับ เพราะความยึดมั่น เสียใจก็เป็นกิเลส จะดึงให้จิตตกต่ำไปเปล่าๆ ครับ

ถ้าสามารถพูดคุยกับคู่สมรสให้ปฏิบัติธรรมไปด้วยกันได้ ก็จะยิ่งดีขึ้นมากครับ และจะลดความขัดแย้งทางจิตใจในการปฏิบัติตัวได้มากด้วย หรืออย่างน้อยก็ควรพูดให้เขาเข้าใจสภาพจิตใจของเรา แต่ละฝ่ายก็จะได้ทำตัวได้ง่ายขึ้นนะครับ

สรุปคือทำเท่าที่จะทำได้ ได้แค่ไหนก็แค่นั้นนะครับ อย่าคิดมาก อย่ากังวล แต่ถ้าออกบวชได้ก็จะดีที่สุดครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ


ธัมมโชติ


การปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

ผู้สนใจท่านหนึ่งได้เมล์มาถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางผู้ดำเนินการเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แก่ท่านอื่นๆ ด้วย จึงขออนุญาตนำมาลงเอาไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้ครับ


คำถาม

Subject: thumma question

เรียน คุณธัมมโชติ

สวัสดีครับ

ขอเรียนถามปัญหาดังนี้นะครับ
  1. การพยายามมีสติระลึกอยู่กับลมหายใจในขณะที่ใช้ชีวิตประจำวัน หรือบางครั้งพยายามมีสติระลึกอยู่กับกริยาอาการต่างๆของร่างกาย ถือเป็นการปฏิบัติในข้อกายานุปัสนาสติปัฏฐานหรือไม่ครับ

  2. ถ้าใช่ถือว่าเป็นการทำบุญหรือไม่ครับ และเราสามารถแผ่ผลบุญนี้ออกไปได้หรือไม่ครับ
ขอขอบพระคุณล่วงหน้าครับ


ตอบ

สวัสดีครับ คุณ .....

ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์ ธัมมโชติ
  1. การมีสติระลึกอยู่กับลมหายใจและการมีสติระลึกอยู่กับกริยาอาการต่างๆของร่างกายนั้นจัดเป็นกายานุปัสนาสติปัฏฐานครับ คือการมีสติอยู่กับกาย (ลมหายใจเป็นส่วนที่ปรุงแต่งร่างกาย และเกี่ยวเนื่องกับร่างกาย จัดเป็นกายชนิดหนึ่ง) ซึ่งเป็นได้ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีรายละเอียดที่ลึกลงไปดังนี้ครับ

    ถ้ามีสติเพียงเพื่อยึดจิตไว้ไม่ให้ซัดส่ายก็เป็นการทำสมาธิ จัดเป็นสมถกรรมฐานครับ แต่ถ้าคอยสังเกตความเป็นไปของลมหายใจ (หรือร่างกาย แล้วแต่กรณี) ในแต่ละขณะด้วย เพื่อให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของลมหายใจ (หรือกริยาอาการของร่างกาย รวมทั้งตัวร่างกายเองด้วย) ซึ่งเป็นรูปชนิดหนึ่ง และมีธรรมชาติเช่นเดียวกับรูปนามอื่นๆ ทั้งหลาย (ความไม่เที่ยง แปรปรวนไปตลอดเวลา เอาแน่อะไรไม่ได้ คาดหวังอะไรไม่ได้เลย ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ฯลฯ) ก็จะเป็นวิปัสสนากรรมฐานนะครับ

    และถ้าคอยสังเกตสภาวะจิตประกอบไปด้วย (ในทำนองเดียวกับการสังเกตลมหายใจนะครับ) ก็จะเป็นจิตตานุปัสสนา ซึ่งจะได้ประโยชน์ยิ่งขึ้นไปอีกครับ

  2. ถือว่าเป็นการทำบุญครับ คือเป็นการชำระจิตให้ผ่องใส การทำสมาธินั้นเป็นบุญที่มากกว่าการให้ทาน เพราะทำให้จิตผ่องใสมากกว่าการให้ทาน การทำวิปัสสนาเป็นบุญที่มากกว่าการทำสมาธิเพราะกำจัดกิเลสได้ถาวรครับ

    และเราสามารถแผ่ผลบุญนี้ออกไปได้แน่นอนครับ ถ้ามีการแผ่เมตตาก่อนการแผ่ผลบุญก็จะดีมากครับ

ถ้ายังไม่กระจ่าง หรือมีข้อสงสัยอะไรอีก ก็เชิญถามมาได้ใหม่นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ


ธัมมโชติ

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น