ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

ทำบุญอย่างไรได้บุญมาก

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

การทำบุญในที่นี้จะกล่าวถึงการให้ทานเท่านั้นนะครับ สำหรับการทำบุญประเภทอื่น สามารถอ่านได้ในหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญประเภทนั้นๆ โดยตรง รวมทั้งในเรื่องเวลามสูตร : เปรียบเทียบผลบุญชนิดต่างๆ ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งเป็นสูตรที่สรุปเปรียบเทียบผลบุญที่ได้รับจากการทำบุญแทบจะทุกประเภท ว่าประเภทไหนให้ผลบุญมาก/น้อยกว่ากันอย่างไร

การให้ทานในที่นี้ จะเน้นที่การสละวัตถุสิ่งของ หรือทรัพย์สมบัติให้แก่ผู้อื่นเป็นหลัก แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการให้ทานอย่างอื่นๆ เช่น ธรรมทาน (การให้ธรรมเป็นทาน) อภัยทาน(การให้อภัยแก่ผู้อื่น) ได้เช่นกัน โดยการพิจารณาเปรียบเทียบกันนะครับ

การให้ทานแต่ละครั้งนั้น จะให้ผลบุญหรืออานิสงส์มากหรือน้อยอย่างไรนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ทั้งปัจจัยจากตัวผู้ให้ วัตถุสิ่งของที่ให้ และผู้รับทานนั้นด้วย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ในที่หลายๆ แห่ง ทางผู้ดำเนินการได้รวบรวมจากพระไตรปิฎกหลายๆ สูตร รวมทั้งแหล่งความรู้อื่นๆ สรุปได้ดังนี้คือ

การทำบุญให้ทานนั้น เปรียบเสมือนการทำนาปลูกข้าว โดยที่ผู้รับเป็นเหมือนนาข้าว ของที่ให้เหมือนเมล็ดพันธุ์ข้าว กิเลสของผู้รับและผู้ให้เหมือนเป็นวัชชพืชในนาข้าวนั้น ความตั้งใจของผู้ให้เหมือนความตั้งใจในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ตกลงในนา ไม่ให้กระจัดกระจายออกนอกนา ศรัทธาของผู้ให้เปรียบเหมือนปุ๋ย ปิติที่เกิดขึ้นกับผู้ให้เปรียบเหมือนน้ำ ผลบุญที่ผู้ให้ได้รับเปรียบเสมือนผลผลิตจากการทำนานั้น ผู้รับจึงได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญ

การทำนาปลูกข้าวนั้น ถ้าใช้ข้าวพันธุ์ดี ปลูกในนาข้าวที่มีดินดี ในขณะหว่านก็ตั้งใจหว่านให้ข้าวตกลงในท้องนาอย่างพอดี ไม่กระจัดกระจายสูญหายไปนอกนา มีน้ำบริบูรณ์ มีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ ไม่มีวัชชพืชมาคอยแย่งอาหารต้นข้าว ผลผลิตที่ได้ย่อมมากมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วยฉันใด

การทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ ให้กับบุคคลอันเลิศ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใดๆ ทำไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นคง ประกอบด้วยศรัทธาอันดี ถึงพร้อมด้วยปิติเบิกบานใจ ผลบุญที่ได้ย่อมไพบูลย์ฉันนั้น

คุณสมบัติของผู้ให้ทานที่จะได้บุญมาก

การที่ผู้ให้ทานจะได้รับผลบุญมากนั้น ตัวผู้ให้เองต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ครับ
  • ให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ (มีความเคารพด้วยใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย)
  • ให้ทานนั้นด้วยมือตนเอง (ถ้ายิ่งต้องใช้ความพยายามมากเท่าไร จิตก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น การทำบุญด้วยความรู้สึกที่หนักแน่นมากเท่าไร ก็จะส่งผลให้ได้บุญที่หนักแน่นมากเท่านั้นครับ)
  • เชื่อในกรรมและผลของกรรม (ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่หนักแน่นเช่นกันครับ ไม่ใช่ว่าสักแต่ให้ๆ ไปเท่านั้น)
  • มีความเลื่อมใส ศรัทธาในผู้รับทานนั้น (เหตุผลเช่นเดียวกับข้อก่อน)
  • เมื่อให้แล้วเกิดปิติโสมนัส จิตใจผ่องใส เบิกบาน
  • ให้ทานเหมาะสมกับกาลเวลา คือให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการในเวลานั้นๆ
  • ให้ทานโดยสละวัตถุทานนั้นอย่างแท้จริง ไม่มีใจยึดเหนี่ยว ห่วงใยวัตถุนั้นอีก ไม่ว่าผู้รับจะเอาสิ่งนั้นๆ ไปใช้ทำอะไรหรือเมื่อไหร่
  • เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน คือให้โดยหวังประโยชน์แก่ผู้รับจริงๆ ไม่ใช่หวังประโยชน์แก่ตัวผู้ให้เอง
  • รู้สึกยินดีในการให้ทานครั้งนั้นทั้ง 3 กาล คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทานนั้นแล้วก็รู้สึกยินดี คือนึกถึงเมื่อใดก็ยินดีเมื่อนั้น ไม่ใช่ให้แล้วเสียใจในภายหลัง
  • ให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่หวังแม้แต่บุญที่จะได้รับ คือให้เพื่อให้จริงๆ แล้วผลบุญก็จะตามมาเองครับ

ลักษณะของวัตถุสิ่งของที่ใช้ให้ทานแล้วได้บุญมาก

วัตถุทานที่ใช้ทำบุญให้ทาน แล้วจะส่งผลให้ผู้ให้ทานนั้นได้รับอานิสงส์ผลบุญมาก มีลักษณะดังนี้คือ
  • ให้ของที่ไม่ใช่ของเหลือเดน คือไม่ใช่เป็นของที่แม้ผู้ให้เองก็ไม่ต้องการแล้ว
  • ให้ของที่สะอาด จัดเตรียมอย่างประณีต
  • ให้ของที่ได้มาโดยชอบธรรม และผู้ให้มีสิทธิในการเป็นเจ้าของของนั้นจริงๆ
  • ให้โดยไม่มีส่วนเหลือ คือให้ของนั้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่ให้อย่างขยักขย่อน
  • ถ้าของที่ให้นั้นมีความสำคัญ มีความหมาย มีคุณค่าสำหรับตัวผู้ให้เองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้บุญมากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ให้ต้องเสียสละมาก เช่น คนยากจนให้ทาน 10 บาท อาจได้บุญมากกว่าเศรษฐีให้ทาน 1,000 บาทก็ได้ เพราะเงิน 10 บาทนั้นมีค่ามากสำหรับคนยากจน ในขณะที่เงิน 1,000 บาทเป็นเพียงแค่เศษเงินของเศรษฐีนะครับ
  • การให้อวัยวะของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้ทรัพย์ภายนอกเป็นทาน
  • การให้ชีวิตของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้อวัยวะเป็นทาน

คุณสมบัติของผู้รับที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมาก

ผู้รับทาน หรือเนื้อนาบุญที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยได้บุญมากนั้น มีคุณสมบัติดังนี้ครับ
  • เป็นผู้ที่มีศีลมาก และถือศีลนั้นได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นคนทุศีล หรือต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง แต่พอลับหลังกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
  • เป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ สงบ ผ่องใส ไม่ถูกนิวรณ์ทั้ง 5 ครอบงำ (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบนะครับ)
  • เป็นผู้ที่ปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อให้หมดกิเลส ซึ่งจะทำให้ผู้ให้ได้บุญลดหลั่นกันไปตามขั้น
  • การทำบุญกับสงฆ์ (สังฆทาน - การทำบุญโดยไม่เจาะจงผู้รับว่าต้องเป็นภิกษุรูปนั้นรูปนี้) จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากกว่าปุคคลิกทาน (การให้โดยเจาะจงผู้รับ) ทั้งนี้ต้องเป็นสังฆทานด้วยใจที่แท้จริง ดูเรื่องสังฆทานที่แท้จริงประกอบนะครับ
  • ลำดับขั้นของผู้รับ ที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากหรือน้อยนั้น ขอให้ดูรายละเอียดในเรื่องเวลามสูตร : เปรียบเทียบผลบุญชนิดต่างๆ ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกแจกแจงไว้อย่างชัดเจนนะครับ

คุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทั้งของผู้ให้ สิ่งของที่ให้ และผู้รับของนั้น ถ้ายิ่งมีมากและสมบูรณ์มากเท่าใด ผลบุญที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นครับ แต่ถ้าคุณสมบัติดังกล่าวลดน้อยลงไปมากเท่าใด ผลบุญที่ได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเช่นกันครับ

หมายเหตุ

  • ในส่วนของผู้รับทานนั้น ความปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง (ผลจากการเจริญวิปัสสนา) มีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าสมาธิ
  • สมาธิมีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าศีล

ทั้งนี้เพราะวิปัสสนาทำให้กิเลสหมดไปได้อย่างถาวร ทั้งกิเลสขั้นละเอียด (อนุสัยกิเลส - กิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดาน หรือกิเลสในระดับจิตใต้สำนึก) กิเลสขั้นกลาง (กิเลสในระดับจิตสำนึก) กิเลสขั้นหยาบ (กิเลสที่ทำให้เกิดการแสดงออกทางกาย วาจา)

ในขณะที่สมาธินั้นสามารถข่มกิเลสในส่วนของนิวรณ์ 5 ได้ในระดับของกิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้นหยาบเท่านั้น ส่วนกิเลสขั้นละเอียดยังคงอยู่เหมือนเดิม และเมื่อสมาธิเสื่อมไปเมื่อใด กิเลสทั้งหลายก็กลับมาได้เหมือนเดิม

ส่วนศีลนั้นเป็นแค่เพียงแต่ข่มกิเลสขั้นหยาบเอาไว้เท่านั้นเองครับ

ผู้รวบรวม
ธัมมโชติ

8 ความคิดเห็น :

  1. ขอขอบคุณท่านธัมมโชติในธรรมทานนี้ครับ

    ตอบลบ
  2. อาจารย์ครับ ผมมีข้อสงสัยขอเรียนถามดังนี้ครับ
    เมื่อการทำทานที่ผู้ให้จะได้รับบุญมาก ต้องพิจารณาทั้งผู้ให้ สิ่งที่เป็นทาน และผู้รับ
    แล้วทำไม การทำสังฆทานโดยไม่เจาะจงตัวผู้รับ ถึงถือว่าเป็นการทำทานที่ได้บุญมากกว่าการทำทานโดยเจาะจงผู้รับเล่าครับ
    หากเราไม่เจาะจงผู้รับ เกิดผู้รับเป็นผู้ทุศีล บุญที่ได้ก็ย่อมน้อบกว่าให้ทานแก่ผู้มีศีลไม่ใช่หรือครับ
    รบกวนอาจารย์ช่วยชี้ทางสว่างให้ผมด้วยครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์พระไตรปิฎกออนไลน์ http://tripitaka-online.blogspot.com

      การทำสังฆทานที่แท้จริงนั้นเราต้องน้อมใจเพื่อให้ทานนั้นแก่หมู่สงฆ์ คือสังฆรัตนะ ซึ่งเป็น 1 ในพระรัตนตรัยครับ ไม่ใช่น้อมใจเพื่อให้ผู้รับทานนั้น ภิกษุหรือหมู่ภิกษุผู้รับทานนั้นเป็นเพียงตัวแทนของสังฆรัตนะเพื่อรับทานนั้นไปเท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วภิกษุผู้ที่ทำหน้าที่รับทานนั้นไป ไม่ได้มีสิทธิ์ในทานนั้นในฐานะผู้รับทานนะครับ แต่ต้องนำไปเข้าเป็นส่วนกลางของสงฆ์แล้วถึงแจกจ่ายให้ภิกษุรูปใดๆ ที่มีความเหมาะสมและต้องการใช้วัตถุทานนั้นตามส่วนอันควรต่อไป

      และถึงแม้ว่าผู้รับทานนั้นไปใช้จริงจะเป็นผู้ทุศีลก็ไม่ได้ทำให้ผลบุญของเราลดลงไปนะครับ เพราะเราน้อมใจถวายสงฆ์ก็เป็นอันจบที่สงฆ์ ส่วนหลังจากนั้นสงฆ์จะจัดการอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว เปรียบเหมือนเราถวายอาหารพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าเอาอาหารนั้นไปเลี้ยงแมว บุญที่เราได้ก็คือบุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ ไม่ใช่บุญจากการเลี้ยงแมว

      หรือในทางกลับกัน เราถวายอาหารแก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้วภิกษุรูปนั้นนำอาหารนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า บุญที่เราได้ก็คือบุญจากการถวายอาหารภิกษุรูปนั้น ส่วนภิกษุรูปนั้นก็จะได้บุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ แต่ถ้าเราฝากอาหารนั้นกับภิกษุรูปนั้นเพื่อให้ท่านนำไปถวายพระพุทธเจ้า กรณีนี้เราก็จะได้บุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ ภิกษุรูปนั้นก็จะได้บุญในแง่ไวยาวัจมัยคือเป็นผู้ขวนขวายทำการแทนผู้อื่น ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของทานครับ

      เหมือนเวลาเราเสียภาษีเงินได้ จริงอยู่ว่าเราจ่ายให้เจ้าหน้าที่สรรพากร แต่โดยความเป็นจริงแล้วเราจ่ายภาษีนั้นให้กับประเทศชาติเพื่อพัฒนาประเทศต่างหากครับ โดยมอบหมายให้รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรเงินภาษีนั้นเพื่อใช้พัฒนาประเทศอย่างเหมาะสมต่อไป

      ด้วยความที่เราตั้งจิตน้อมใจในการถวายทานนั้นแก่สังฆรัตนะ บุญที่ได้ในแง่ของผู้รับก็คือสังฆรัตนะเป็นผู้รับ ส่วนตัวแทนของสงฆ์ที่รับทานนั้นถ้าเป็นผู้ทุศีล นั่นก็เป็นโทษที่ผู้รับนั้นเองจะเป็นผู้รับไป ไม่ใช่โทษของผู้ให้ครับ เหมือนเราเสียภาษีแล้วเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นคนทุจริต ความผิดก็ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่คนนั้น ทางรัฐเมื่อจะดำเนินคดีก็ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่คนนั้น ไม่ได้ดำเนินคดีกับเราผู้เสียภาษีครับ เงินภาษีที่เราจ่ายไปก็เป็นอันจ่ายไปโดยสมบูรณ์แก่ประเทศชาติแล้ว

      แต่แน่นอนว่าถ้าตัวแทนสงฆ์ผู้ทำหน้าที่รับทานนั้นเป็นผู้ทุศีลแล้วเราวางใจไม่ดี คือทำใจไม่ได้ว่าเราถวายสงฆ์ไม่ใช่ถวายผู้ทุศีลนั้น ก็ย่อมจะทำให้เรารู้สึกร้อนใจในภายหลังได้ครับ ซึ่งความร้อนใจนั้นจะเป็นการลดทอนผลบุญในแง่ของผู้ให้ ที่ไม่รู้สึกยินดีในการให้ทานนั้นทั้ง 3 กาล คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทาน

      แต่ถ้าเราเลือกผู้รับทานก็มีข้อเสียคือ จะเป็นการยากขึ้นในการน้อมใจให้ทานนั้นแก่สังฆรัตนะอย่างแท้จริง เพราะมีโอกาสสูงขึ้นที่ใจเราจะน้อมให้ทานนั้นแก่ผู้รับทานท่านนั้นๆ ซึ่งจะกลายเป็นการให้โดยเจาะจงผู้รับแทน

      ดังนั้น การถวายสังฆทานจึงต้องวางใจให้ดีๆ ถึงจะเป็นสังฆทานที่แท้จริง และได้ผลบุญอย่างเต็มที่ครับ

      ลบ
  3. ขอขอบคุณท่านอาจารย์ธัมมโชติมากครับ
    ชัดแจ้งเหมือนจุดประทีปในที่มืดให้แก่ผมอย่างแท้จริง

    ตอบลบ
  4. หมอฉัตร เนติฯ24 สิงหาคม 2560 07:45

    ขอเรียนถามว่า
    ๑. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลแผ่ส่วนบุญให้สัตว์ทั้งปวง สัตว์เหล่าใดไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้
    กรณีดังกล่าว สัตว์ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ไม่สามารถรับผลบุญโดยอัติโนมัติ ใช่ไหมครับ
    ๒. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่เรากิน พวกเขาไม่สามารถอนุโมทนาบุญได้เพราะเหตุตอนมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้ เขาจะได้รับผลบุญที่อุทิศไปในฐานะที่เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานส่วนนี้หรือไม่
    ๓. มีข้อยกเว้นไหมที่สัตว์เดรัจฉานบางตัวจะนุโมทนาบุญกับเราได้ เช่นสุนัขแสนรู้ที่เราสอนให้ไหว้พระสงฆ์ ตามเราไปใส่บาตร ถ้าเขารู้สำนึกในบาปบุญ ผมว่าเขาน่าจะอนุโมทนาบุญได้ ไม่ทราบเข้าใจผิดหรือไม่

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขออธิบายพื้นฐานก่อนนะครับ

      การอนุโมทนาบุญนั้นประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ

      1. รู้ว่ามีผู้ทำบุญ
      2. รู้ว่าการทำบุญที่ว่านั้นเป็นการทำบุญ หรือเป็นการทำความดี
      3. รู้สึกพลอยยินดี พอใจ ชื่นชม เอิบอิ่มใจในการทำบุญนั้น

      เมื่อครบ 3 อย่างนี้การอนุโมทนาก็จะสำเร็จประโยชน์ คือ เกิดกุศลจิตขึ้นมา ทำให้จิตผ่องใส ซึ่งก็คือเกิดบุญแก่ผู้ที่อนุโมทนานั้นครับ (บุญคือการชำระจิตให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส)

      ถ้าผู้อนุโมทนานั้นเป็นโอปปาติกะ การอนุโมทนานั้นนอกจากจะได้รับบุญนั้นแล้ว (คือการที่จิตผ่องใสนะครับ) ยังอาจเป็นการกระตุ้นให้นึกถึงบุญเก่าที่ตนเคยทำไว้ ทำให้บุญเก่านั้นส่งผลในทันที (บุญที่ทำด้วยตนเองย่อมมีกำลังมากกว่าบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาผู้อื่นนะครับ) เช่น ทำให้ได้รับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรืออาจทำให้เปลี่ยนภพภูมิไปเลยก็ได้ครับ เพราะธรรมดาของพวกโอปปาติกะนั้นรูปธรรมทั้งหลาย รวมถึงร่างกาย เกิดจากจิต เมื่อจิตผ่องใสก็ย่อมจะสร้างรูปธรรมที่ผ่องใสตามไปด้วย

      ๑. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลแผ่ส่วนบุญให้สัตว์ทั้งปวง สัตว์เหล่าใดไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้
      กรณีดังกล่าว สัตว์ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ไม่สามารถรับผลบุญโดยอัติโนมัติ ใช่ไหมครับ

      >>> บุญนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวนะครับ ทำแทนกันไม่ได้ ผู้ที่ไม่ได้สร้างเหตุให้จิตของตนผ่องใส ผู้อื่นจะไปยัดเยียดความผ่องใสให้คงยากครับ ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าคงทำให้ทุกชีวิตบรรลุธรรมไปหมดแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น ใครจะเลือกเดินทางไหน รวมถึงผลของการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของผู้นั้นเอง

      ซึ่งการอนุโมทนาบุญ คือการที่จิตผ่องใสจากการยินดีในการทำบุญของผู้อื่น ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดบุญครับ

      ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้ ถึงแม้ผู้นั้นจะรับรู้แต่ไม่ยินดีด้วย ก็ย่อมไม่ได้รับบุญครับ เพราะจิตของเขาจะไม่ผ่องใสขึ้นมา คือลำพังแค่เราให้ ไม่ได้หมายความว่าผู้รับจะได้รับนะครับ ผู้รับต้องทำด้วย ซึ่งการทำในกรณีนี้คือการยินดีพอใจในการทำบุญของเรานั่นเองครับ ถ้าไม่ยินดีก็คือไม่ทำ ก็ย่อมไม่ได้รับผลบุญนั้น

      ดังนั้น ผู้ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ก็ย่อมไม่ได้รับผลบุญโดยอัตโนมัติครับ เพราะผู้นั้นไม่ได้รู้สึกยินดีในการทำบุญของเรา (ความรู้สึกยินดีพอใจในการทำบุญ เป็นปัจจัยสำคัญของบุญคือความผ่องใสของจิตที่เกิดขึ้นครับ)

      ผู้ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ก็คือผู้ที่ไม่สามารถรับรู้การทำบุญของเราได้ (ไม่ว่าจะรับรู้จากเราโดยตรงหรือจากสื่ออื่นใดก็ตาม) ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นบุญเป็นความดี หรือไม่รู้สึกยินดีในการทำบุญของเราครับ

      ๒. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่เรากิน พวกเขาไม่สามารถอนุโมทนาบุญได้เพราะเหตุตอนมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้ เขาจะได้รับผลบุญที่อุทิศไปในฐานะที่เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานส่วนนี้หรือไม่

      >>> ถ้าเขายินดีพอใจในการทำบุญของเราเมื่อไหร่ก็ได้รับบุญนั้นเมื่อนั้นครับ คือถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้แล้ว แล้วเขารับรู้ว่าเราอุทิศส่วนกุศลให้เขา และเขามีความยินดีในบุญนั้น เขาก็ได้รับบุญนั้นครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเกิดองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่างของการอนุโมทนาหรือไม่

      ถ้าคำถามหมายถึงเราอุทิศให้ในขณะที่เขายังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ หลังจากนั้นเมื่อเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้แล้วแต่เราไม่ได้อุทิศให้อีก อันนี้ก็จะเป็นปัญหาว่าเขาจะรับรู้การทำบุญของเราและอุทิศให้เขาได้อย่างไรครับ

      ๓. มีข้อยกเว้นไหมที่สัตว์เดรัจฉานบางตัวจะอนุโมทนาบุญกับเราได้ เช่นสุนัขแสนรู้ที่เราสอนให้ไหว้พระสงฆ์ ตามเราไปใส่บาตร ถ้าเขารู้สำนึกในบาปบุญ ผมว่าเขาน่าจะอนุโมทนาบุญได้ ไม่ทราบเข้าใจผิดหรือไม่

      >>> ถ้าเขารู้ว่าเราทำบุญและเขายินดีพอใจ อิ่มเอิบใจในการทำบุญของเรานั้น เขาก็อนุโมทนาบุญกับเราได้ครับ (ไม่ใช่แค่รู้สึกสนุกไปกับการกระทำของเรานะครับ สนุกกับอิ่มเอิบใจต่างกันนะครับ)

      ลบ
  5. หมอฉัตร เนติฯ25 สิงหาคม 2560 07:23

    หลังทำบุญ การกรวดน้ำกับแผ่ส่วนบุญโดยไม่ได้กรวดน้ำ อันไหนผลบุญถึงผู้ที่รับส่วนบุญมากกว่ากัน

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการส่งผลบุญให้ผู้รับ ก็คือการบอกให้ผู้รับได้รับรู้ว่าเราได้ทำบุญและอุทิศผลบุญให้นะครับ ซึ่งถ้าผู้รับอยู่ในภพภูมิที่ไม่สามารถพูดคุยกันอย่างธรรมดาได้ การบอกนั้นก็ต้องอาศัยการสื่อสารทางจิต

      ความสัมฤทธิ์ผลของการสื่อสารทางจิตก็ขึ้นกับกำลังของจิตและสมาธินะครับ เนื่องจากการกรวดน้ำนั้นต้องมีการเตรียมการจัดหาน้ำและภาชนะซึ่งจะเป็นการเพิ่มความมุ่งมั่นและกำลังของจิตไปในตัว และในขณะกรวดน้ำนั้นก็ต้องประคองให้น้ำไหลเป็นสายเล็กๆ และไม่ขาดสาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสมาธิ ความมุ่งมั่น และกำลังของจิตอีกเช่นกันครับ

      ดังนั้น สำหรับคนทั่วไปแล้วการกรวดน้ำย่อมจะส่งผลให้ผลบุญถึงผู้ที่รับส่วนบุญมากกว่า ยกเว้นผู้อุทิศส่วนกุศลนั้นมีสมาธิและกำลังจิตมากพอที่จะติดต่อกับผู้รับได้เป็นปกติอยู่แล้ว การกรวดน้ำก็จะลดความสำคัญลงไปครับ

      ลบ