ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

ทำบุญอย่างไรได้บุญมาก

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

การทำบุญในที่นี้จะกล่าวถึงการให้ทานเท่านั้นนะครับ สำหรับการทำบุญประเภทอื่น สามารถอ่านได้ในหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำบุญประเภทนั้นๆ โดยตรง รวมทั้งในเรื่องเวลามสูตร : เปรียบเทียบผลบุญชนิดต่างๆ ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งเป็นสูตรที่สรุปเปรียบเทียบผลบุญที่ได้รับจากการทำบุญแทบจะทุกประเภท ว่าประเภทไหนให้ผลบุญมาก/น้อยกว่ากันอย่างไร

การให้ทานในที่นี้ จะเน้นที่การสละวัตถุสิ่งของ หรือทรัพย์สมบัติให้แก่ผู้อื่นเป็นหลัก แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้ได้กับการให้ทานอย่างอื่นๆ เช่น ธรรมทาน (การให้ธรรมเป็นทาน) อภัยทาน(การให้อภัยแก่ผู้อื่น) ได้เช่นกัน โดยการพิจารณาเปรียบเทียบกันนะครับ

การให้ทานแต่ละครั้งนั้น จะให้ผลบุญหรืออานิสงส์มากหรือน้อยอย่างไรนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ทั้งปัจจัยจากตัวผู้ให้ วัตถุสิ่งของที่ให้ และผู้รับทานนั้นด้วย ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเอาไว้ในที่หลายๆ แห่ง ทางผู้ดำเนินการได้รวบรวมจากพระไตรปิฎกหลายๆ สูตร รวมทั้งแหล่งความรู้อื่นๆ สรุปได้ดังนี้คือ

การทำบุญให้ทานนั้น เปรียบเสมือนการทำนาปลูกข้าว โดยที่ผู้รับเป็นเหมือนนาข้าว ของที่ให้เหมือนเมล็ดพันธุ์ข้าว กิเลสของผู้รับและผู้ให้เหมือนเป็นวัชชพืชในนาข้าวนั้น ความตั้งใจของผู้ให้เหมือนความตั้งใจในการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ตกลงในนา ไม่ให้กระจัดกระจายออกนอกนา ศรัทธาของผู้ให้เปรียบเหมือนปุ๋ย ปิติที่เกิดขึ้นกับผู้ให้เปรียบเหมือนน้ำ ผลบุญที่ผู้ให้ได้รับเปรียบเสมือนผลผลิตจากการทำนานั้น ผู้รับจึงได้ชื่อว่าเป็นเนื้อนาบุญ

การทำนาปลูกข้าวนั้น ถ้าใช้ข้าวพันธุ์ดี ปลูกในนาข้าวที่มีดินดี ในขณะหว่านก็ตั้งใจหว่านให้ข้าวตกลงในท้องนาอย่างพอดี ไม่กระจัดกระจายสูญหายไปนอกนา มีน้ำบริบูรณ์ มีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ ไม่มีวัชชพืชมาคอยแย่งอาหารต้นข้าว ผลผลิตที่ได้ย่อมมากมาย เต็มเม็ดเต็มหน่วยฉันใด

การทำบุญด้วยวัตถุอันเลิศ ให้กับบุคคลอันเลิศ ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองใดๆ ทำไปด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นคง ประกอบด้วยศรัทธาอันดี ถึงพร้อมด้วยปิติเบิกบานใจ ผลบุญที่ได้ย่อมไพบูลย์ฉันนั้น

คุณสมบัติของผู้ให้ทานที่จะได้บุญมาก

การที่ผู้ให้ทานจะได้รับผลบุญมากนั้น ตัวผู้ให้เองต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ครับ
  • ให้ทานนั้นโดยเคารพ ทำความนอบน้อมให้ (มีความเคารพด้วยใจที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เพียงร่างกาย)
  • ให้ทานนั้นด้วยมือตนเอง (ถ้ายิ่งต้องใช้ความพยายามมากเท่าไร จิตก็จะยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น การทำบุญด้วยความรู้สึกที่หนักแน่นมากเท่าไร ก็จะส่งผลให้ได้บุญที่หนักแน่นมากเท่านั้นครับ)
  • เชื่อในกรรมและผลของกรรม (ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่หนักแน่นเช่นกันครับ ไม่ใช่ว่าสักแต่ให้ๆ ไปเท่านั้น)
  • มีความเลื่อมใส ศรัทธาในผู้รับทานนั้น (เหตุผลเช่นเดียวกับข้อก่อน)
  • เมื่อให้แล้วเกิดปิติโสมนัส จิตใจผ่องใส เบิกบาน
  • ให้ทานเหมาะสมกับกาลเวลา คือให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการในเวลานั้นๆ
  • ให้ทานโดยสละวัตถุทานนั้นอย่างแท้จริง ไม่มีใจยึดเหนี่ยว ห่วงใยวัตถุนั้นอีก ไม่ว่าผู้รับจะเอาสิ่งนั้นๆ ไปใช้ทำอะไรหรือเมื่อไหร่
  • เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน คือให้โดยหวังประโยชน์แก่ผู้รับจริงๆ ไม่ใช่หวังประโยชน์แก่ตัวผู้ให้เอง
  • รู้สึกยินดีในการให้ทานครั้งนั้นทั้ง 3 กาล คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทานนั้นแล้วก็รู้สึกยินดี คือนึกถึงเมื่อใดก็ยินดีเมื่อนั้น ไม่ใช่ให้แล้วเสียใจในภายหลัง
  • ให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่หวังแม้แต่บุญที่จะได้รับ คือให้เพื่อให้จริงๆ แล้วผลบุญก็จะตามมาเองครับ

ลักษณะของวัตถุสิ่งของที่ใช้ให้ทานแล้วได้บุญมาก

วัตถุทานที่ใช้ทำบุญให้ทาน แล้วจะส่งผลให้ผู้ให้ทานนั้นได้รับอานิสงส์ผลบุญมาก มีลักษณะดังนี้คือ
  • ให้ของที่ไม่ใช่ของเหลือเดน คือไม่ใช่เป็นของที่แม้ผู้ให้เองก็ไม่ต้องการแล้ว
  • ให้ของที่สะอาด จัดเตรียมอย่างประณีต
  • ให้ของที่ได้มาโดยชอบธรรม และผู้ให้มีสิทธิในการเป็นเจ้าของของนั้นจริงๆ
  • ให้โดยไม่มีส่วนเหลือ คือให้ของนั้นทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่ให้อย่างขยักขย่อน
  • ถ้าของที่ให้นั้นมีความสำคัญ มีความหมาย มีคุณค่าสำหรับตัวผู้ให้เองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้บุญมากขึ้นเท่านั้น เพราะผู้ให้ต้องเสียสละมาก เช่น คนยากจนให้ทาน 10 บาท อาจได้บุญมากกว่าเศรษฐีให้ทาน 1,000 บาทก็ได้ เพราะเงิน 10 บาทนั้นมีค่ามากสำหรับคนยากจน ในขณะที่เงิน 1,000 บาทเป็นเพียงแค่เศษเงินของเศรษฐีนะครับ
  • การให้อวัยวะของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้ทรัพย์ภายนอกเป็นทาน
  • การให้ชีวิตของตนเป็นทาน ได้บุญมากกว่าการให้อวัยวะเป็นทาน

คุณสมบัติของผู้รับที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมาก

ผู้รับทาน หรือเนื้อนาบุญที่ดี อันจะส่งผลให้ผู้ที่ทำบุญด้วยได้บุญมากนั้น มีคุณสมบัติดังนี้ครับ
  • เป็นผู้ที่มีศีลมาก และถือศีลนั้นได้อย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่เป็นคนทุศีล หรือต่อหน้าเป็นอย่างหนึ่ง แต่พอลับหลังกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง
  • เป็นผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิ สงบ ผ่องใส ไม่ถูกนิวรณ์ทั้ง 5 ครอบงำ (ดูเรื่องนิวรณ์ 5 และวิธีแก้ไข ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบนะครับ)
  • เป็นผู้ที่ปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง หรืออย่างน้อยก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติเพื่อให้หมดกิเลส ซึ่งจะทำให้ผู้ให้ได้บุญลดหลั่นกันไปตามขั้น
  • การทำบุญกับสงฆ์ (สังฆทาน - การทำบุญโดยไม่เจาะจงผู้รับว่าต้องเป็นภิกษุรูปนั้นรูปนี้) จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากกว่าปุคคลิกทาน (การให้โดยเจาะจงผู้รับ) ทั้งนี้ต้องเป็นสังฆทานด้วยใจที่แท้จริง ดูเรื่องสังฆทานที่แท้จริงประกอบนะครับ
  • ลำดับขั้นของผู้รับ ที่จะทำให้ผู้ให้ได้บุญมากหรือน้อยนั้น ขอให้ดูรายละเอียดในเรื่องเวลามสูตร : เปรียบเทียบผลบุญชนิดต่างๆ ในหมวดธรรมทั่วไป ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงจำแนกแจกแจงไว้อย่างชัดเจนนะครับ

คุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทั้งของผู้ให้ สิ่งของที่ให้ และผู้รับของนั้น ถ้ายิ่งมีมากและสมบูรณ์มากเท่าใด ผลบุญที่ได้รับก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นครับ แต่ถ้าคุณสมบัติดังกล่าวลดน้อยลงไปมากเท่าใด ผลบุญที่ได้ก็จะน้อยลงตามไปด้วยเช่นกันครับ

หมายเหตุ

  • ในส่วนของผู้รับทานนั้น ความปราศจากกิเลส หรือมีกิเลสเบาบาง (ผลจากการเจริญวิปัสสนา) มีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าสมาธิ
  • สมาธิมีผลให้ผู้รับได้บุญมาก มากกว่าศีล

ทั้งนี้เพราะวิปัสสนาทำให้กิเลสหมดไปได้อย่างถาวร ทั้งกิเลสขั้นละเอียด (อนุสัยกิเลส - กิเลสที่นอนเนื่องในขันธสันดาน หรือกิเลสในระดับจิตใต้สำนึก) กิเลสขั้นกลาง (กิเลสในระดับจิตสำนึก) กิเลสขั้นหยาบ (กิเลสที่ทำให้เกิดการแสดงออกทางกาย วาจา)

ในขณะที่สมาธินั้นสามารถข่มกิเลสในส่วนของนิวรณ์ 5 ได้ในระดับของกิเลสขั้นกลาง และกิเลสขั้นหยาบเท่านั้น ส่วนกิเลสขั้นละเอียดยังคงอยู่เหมือนเดิม และเมื่อสมาธิเสื่อมไปเมื่อใด กิเลสทั้งหลายก็กลับมาได้เหมือนเดิม

ส่วนศีลนั้นเป็นแค่เพียงแต่ข่มกิเลสขั้นหยาบเอาไว้เท่านั้นเองครับ

ผู้รวบรวม
ธัมมโชติ

16 ความคิดเห็น :

  1. ขอขอบคุณท่านธัมมโชติในธรรมทานนี้ครับ

    ตอบลบ
  2. อาจารย์ครับ ผมมีข้อสงสัยขอเรียนถามดังนี้ครับ
    เมื่อการทำทานที่ผู้ให้จะได้รับบุญมาก ต้องพิจารณาทั้งผู้ให้ สิ่งที่เป็นทาน และผู้รับ
    แล้วทำไม การทำสังฆทานโดยไม่เจาะจงตัวผู้รับ ถึงถือว่าเป็นการทำทานที่ได้บุญมากกว่าการทำทานโดยเจาะจงผู้รับเล่าครับ
    หากเราไม่เจาะจงผู้รับ เกิดผู้รับเป็นผู้ทุศีล บุญที่ได้ก็ย่อมน้อบกว่าให้ทานแก่ผู้มีศีลไม่ใช่หรือครับ
    รบกวนอาจารย์ช่วยชี้ทางสว่างให้ผมด้วยครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์พระไตรปิฎกออนไลน์ http://tripitaka-online.blogspot.com

      การทำสังฆทานที่แท้จริงนั้นเราต้องน้อมใจเพื่อให้ทานนั้นแก่หมู่สงฆ์ คือสังฆรัตนะ ซึ่งเป็น 1 ในพระรัตนตรัยครับ ไม่ใช่น้อมใจเพื่อให้ผู้รับทานนั้น ภิกษุหรือหมู่ภิกษุผู้รับทานนั้นเป็นเพียงตัวแทนของสังฆรัตนะเพื่อรับทานนั้นไปเท่านั้น ซึ่งโดยหลักการแล้วภิกษุผู้ที่ทำหน้าที่รับทานนั้นไป ไม่ได้มีสิทธิ์ในทานนั้นในฐานะผู้รับทานนะครับ แต่ต้องนำไปเข้าเป็นส่วนกลางของสงฆ์แล้วถึงแจกจ่ายให้ภิกษุรูปใดๆ ที่มีความเหมาะสมและต้องการใช้วัตถุทานนั้นตามส่วนอันควรต่อไป

      และถึงแม้ว่าผู้รับทานนั้นไปใช้จริงจะเป็นผู้ทุศีลก็ไม่ได้ทำให้ผลบุญของเราลดลงไปนะครับ เพราะเราน้อมใจถวายสงฆ์ก็เป็นอันจบที่สงฆ์ ส่วนหลังจากนั้นสงฆ์จะจัดการอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว เปรียบเหมือนเราถวายอาหารพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าเอาอาหารนั้นไปเลี้ยงแมว บุญที่เราได้ก็คือบุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ ไม่ใช่บุญจากการเลี้ยงแมว

      หรือในทางกลับกัน เราถวายอาหารแก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้วภิกษุรูปนั้นนำอาหารนั้นไปถวายพระพุทธเจ้า บุญที่เราได้ก็คือบุญจากการถวายอาหารภิกษุรูปนั้น ส่วนภิกษุรูปนั้นก็จะได้บุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ แต่ถ้าเราฝากอาหารนั้นกับภิกษุรูปนั้นเพื่อให้ท่านนำไปถวายพระพุทธเจ้า กรณีนี้เราก็จะได้บุญจากการถวายอาหารพระพุทธเจ้าครับ ภิกษุรูปนั้นก็จะได้บุญในแง่ไวยาวัจมัยคือเป็นผู้ขวนขวายทำการแทนผู้อื่น ไม่ใช่ในฐานะเจ้าของทานครับ

      เหมือนเวลาเราเสียภาษีเงินได้ จริงอยู่ว่าเราจ่ายให้เจ้าหน้าที่สรรพากร แต่โดยความเป็นจริงแล้วเราจ่ายภาษีนั้นให้กับประเทศชาติเพื่อพัฒนาประเทศต่างหากครับ โดยมอบหมายให้รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่จัดสรรเงินภาษีนั้นเพื่อใช้พัฒนาประเทศอย่างเหมาะสมต่อไป

      ด้วยความที่เราตั้งจิตน้อมใจในการถวายทานนั้นแก่สังฆรัตนะ บุญที่ได้ในแง่ของผู้รับก็คือสังฆรัตนะเป็นผู้รับ ส่วนตัวแทนของสงฆ์ที่รับทานนั้นถ้าเป็นผู้ทุศีล นั่นก็เป็นโทษที่ผู้รับนั้นเองจะเป็นผู้รับไป ไม่ใช่โทษของผู้ให้ครับ เหมือนเราเสียภาษีแล้วเจ้าหน้าที่สรรพากรเป็นคนทุจริต ความผิดก็ตกอยู่กับเจ้าหน้าที่คนนั้น ทางรัฐเมื่อจะดำเนินคดีก็ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่คนนั้น ไม่ได้ดำเนินคดีกับเราผู้เสียภาษีครับ เงินภาษีที่เราจ่ายไปก็เป็นอันจ่ายไปโดยสมบูรณ์แก่ประเทศชาติแล้ว

      แต่แน่นอนว่าถ้าตัวแทนสงฆ์ผู้ทำหน้าที่รับทานนั้นเป็นผู้ทุศีลแล้วเราวางใจไม่ดี คือทำใจไม่ได้ว่าเราถวายสงฆ์ไม่ใช่ถวายผู้ทุศีลนั้น ก็ย่อมจะทำให้เรารู้สึกร้อนใจในภายหลังได้ครับ ซึ่งความร้อนใจนั้นจะเป็นการลดทอนผลบุญในแง่ของผู้ให้ ที่ไม่รู้สึกยินดีในการให้ทานนั้นทั้ง 3 กาล คือทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้ทาน

      แต่ถ้าเราเลือกผู้รับทานก็มีข้อเสียคือ จะเป็นการยากขึ้นในการน้อมใจให้ทานนั้นแก่สังฆรัตนะอย่างแท้จริง เพราะมีโอกาสสูงขึ้นที่ใจเราจะน้อมให้ทานนั้นแก่ผู้รับทานท่านนั้นๆ ซึ่งจะกลายเป็นการให้โดยเจาะจงผู้รับแทน

      ดังนั้น การถวายสังฆทานจึงต้องวางใจให้ดีๆ ถึงจะเป็นสังฆทานที่แท้จริง และได้ผลบุญอย่างเต็มที่ครับ

      ลบ
  3. ขอขอบคุณท่านอาจารย์ธัมมโชติมากครับ
    ชัดแจ้งเหมือนจุดประทีปในที่มืดให้แก่ผมอย่างแท้จริง

    ตอบลบ
  4. หมอฉัตร เนติฯ24 สิงหาคม 2560 07:45

    ขอเรียนถามว่า
    ๑. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลแผ่ส่วนบุญให้สัตว์ทั้งปวง สัตว์เหล่าใดไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้
    กรณีดังกล่าว สัตว์ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ไม่สามารถรับผลบุญโดยอัติโนมัติ ใช่ไหมครับ
    ๒. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่เรากิน พวกเขาไม่สามารถอนุโมทนาบุญได้เพราะเหตุตอนมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้ เขาจะได้รับผลบุญที่อุทิศไปในฐานะที่เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานส่วนนี้หรือไม่
    ๓. มีข้อยกเว้นไหมที่สัตว์เดรัจฉานบางตัวจะนุโมทนาบุญกับเราได้ เช่นสุนัขแสนรู้ที่เราสอนให้ไหว้พระสงฆ์ ตามเราไปใส่บาตร ถ้าเขารู้สำนึกในบาปบุญ ผมว่าเขาน่าจะอนุโมทนาบุญได้ ไม่ทราบเข้าใจผิดหรือไม่

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขออธิบายพื้นฐานก่อนนะครับ

      การอนุโมทนาบุญนั้นประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 3 อย่าง คือ

      1. รู้ว่ามีผู้ทำบุญ
      2. รู้ว่าการทำบุญที่ว่านั้นเป็นการทำบุญ หรือเป็นการทำความดี
      3. รู้สึกพลอยยินดี พอใจ ชื่นชม เอิบอิ่มใจในการทำบุญนั้น

      เมื่อครบ 3 อย่างนี้การอนุโมทนาก็จะสำเร็จประโยชน์ คือ เกิดกุศลจิตขึ้นมา ทำให้จิตผ่องใส ซึ่งก็คือเกิดบุญแก่ผู้ที่อนุโมทนานั้นครับ (บุญคือการชำระจิตให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมองด้วยกิเลส)

      ถ้าผู้อนุโมทนานั้นเป็นโอปปาติกะ การอนุโมทนานั้นนอกจากจะได้รับบุญนั้นแล้ว (คือการที่จิตผ่องใสนะครับ) ยังอาจเป็นการกระตุ้นให้นึกถึงบุญเก่าที่ตนเคยทำไว้ ทำให้บุญเก่านั้นส่งผลในทันที (บุญที่ทำด้วยตนเองย่อมมีกำลังมากกว่าบุญที่เกิดจากการอนุโมทนาผู้อื่นนะครับ) เช่น ทำให้ได้รับอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย หรืออาจทำให้เปลี่ยนภพภูมิไปเลยก็ได้ครับ เพราะธรรมดาของพวกโอปปาติกะนั้นรูปธรรมทั้งหลาย รวมถึงร่างกาย เกิดจากจิต เมื่อจิตผ่องใสก็ย่อมจะสร้างรูปธรรมที่ผ่องใสตามไปด้วย

      ๑. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลแผ่ส่วนบุญให้สัตว์ทั้งปวง สัตว์เหล่าใดไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้
      กรณีดังกล่าว สัตว์ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ไม่สามารถรับผลบุญโดยอัติโนมัติ ใช่ไหมครับ

      >>> บุญนั้นเป็นเรื่องเฉพาะตัวนะครับ ทำแทนกันไม่ได้ ผู้ที่ไม่ได้สร้างเหตุให้จิตของตนผ่องใส ผู้อื่นจะไปยัดเยียดความผ่องใสให้คงยากครับ ไม่อย่างนั้นพระพุทธเจ้าคงทำให้ทุกชีวิตบรรลุธรรมไปหมดแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น ใครจะเลือกเดินทางไหน รวมถึงผลของการปฏิบัติก็เป็นเรื่องของผู้นั้นเอง

      ซึ่งการอนุโมทนาบุญ คือการที่จิตผ่องใสจากการยินดีในการทำบุญของผู้อื่น ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดบุญครับ

      ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้ ถึงแม้ผู้นั้นจะรับรู้แต่ไม่ยินดีด้วย ก็ย่อมไม่ได้รับบุญครับ เพราะจิตของเขาจะไม่ผ่องใสขึ้นมา คือลำพังแค่เราให้ ไม่ได้หมายความว่าผู้รับจะได้รับนะครับ ผู้รับต้องทำด้วย ซึ่งการทำในกรณีนี้คือการยินดีพอใจในการทำบุญของเรานั่นเองครับ ถ้าไม่ยินดีก็คือไม่ทำ ก็ย่อมไม่ได้รับผลบุญนั้น

      ดังนั้น ผู้ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ก็ย่อมไม่ได้รับผลบุญโดยอัตโนมัติครับ เพราะผู้นั้นไม่ได้รู้สึกยินดีในการทำบุญของเรา (ความรู้สึกยินดีพอใจในการทำบุญ เป็นปัจจัยสำคัญของบุญคือความผ่องใสของจิตที่เกิดขึ้นครับ)

      ผู้ที่ไม่สามารถอนุโมทนาบุญกับเราได้ ก็คือผู้ที่ไม่สามารถรับรู้การทำบุญของเราได้ (ไม่ว่าจะรับรู้จากเราโดยตรงหรือจากสื่ออื่นใดก็ตาม) ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นบุญเป็นความดี หรือไม่รู้สึกยินดีในการทำบุญของเราครับ

      ๒. ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลให้สัตว์ที่เรากิน พวกเขาไม่สามารถอนุโมทนาบุญได้เพราะเหตุตอนมีชีวิตเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้ เขาจะได้รับผลบุญที่อุทิศไปในฐานะที่เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานส่วนนี้หรือไม่

      >>> ถ้าเขายินดีพอใจในการทำบุญของเราเมื่อไหร่ก็ได้รับบุญนั้นเมื่อนั้นครับ คือถ้าเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้แล้ว แล้วเขารับรู้ว่าเราอุทิศส่วนกุศลให้เขา และเขามีความยินดีในบุญนั้น เขาก็ได้รับบุญนั้นครับ ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเกิดองค์ประกอบครบทั้ง 3 อย่างของการอนุโมทนาหรือไม่

      ถ้าคำถามหมายถึงเราอุทิศให้ในขณะที่เขายังเป็นสัตว์เดรัจฉานอยู่ หลังจากนั้นเมื่อเขาไปเกิดในภพภูมิที่อนุโมทนาบุญได้แล้วแต่เราไม่ได้อุทิศให้อีก อันนี้ก็จะเป็นปัญหาว่าเขาจะรับรู้การทำบุญของเราและอุทิศให้เขาได้อย่างไรครับ

      ๓. มีข้อยกเว้นไหมที่สัตว์เดรัจฉานบางตัวจะอนุโมทนาบุญกับเราได้ เช่นสุนัขแสนรู้ที่เราสอนให้ไหว้พระสงฆ์ ตามเราไปใส่บาตร ถ้าเขารู้สำนึกในบาปบุญ ผมว่าเขาน่าจะอนุโมทนาบุญได้ ไม่ทราบเข้าใจผิดหรือไม่

      >>> ถ้าเขารู้ว่าเราทำบุญและเขายินดีพอใจ อิ่มเอิบใจในการทำบุญของเรานั้น เขาก็อนุโมทนาบุญกับเราได้ครับ (ไม่ใช่แค่รู้สึกสนุกไปกับการกระทำของเรานะครับ สนุกกับอิ่มเอิบใจต่างกันนะครับ)

      ลบ
  5. หมอฉัตร เนติฯ25 สิงหาคม 2560 07:23

    หลังทำบุญ การกรวดน้ำกับแผ่ส่วนบุญโดยไม่ได้กรวดน้ำ อันไหนผลบุญถึงผู้ที่รับส่วนบุญมากกว่ากัน

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการส่งผลบุญให้ผู้รับ ก็คือการบอกให้ผู้รับได้รับรู้ว่าเราได้ทำบุญและอุทิศผลบุญให้นะครับ ซึ่งถ้าผู้รับอยู่ในภพภูมิที่ไม่สามารถพูดคุยกันอย่างธรรมดาได้ การบอกนั้นก็ต้องอาศัยการสื่อสารทางจิต

      ความสัมฤทธิ์ผลของการสื่อสารทางจิตก็ขึ้นกับกำลังของจิตและสมาธินะครับ เนื่องจากการกรวดน้ำนั้นต้องมีการเตรียมการจัดหาน้ำและภาชนะซึ่งจะเป็นการเพิ่มความมุ่งมั่นและกำลังของจิตไปในตัว และในขณะกรวดน้ำนั้นก็ต้องประคองให้น้ำไหลเป็นสายเล็กๆ และไม่ขาดสาย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มสมาธิ ความมุ่งมั่น และกำลังของจิตอีกเช่นกันครับ

      ดังนั้น สำหรับคนทั่วไปแล้วการกรวดน้ำย่อมจะส่งผลให้ผลบุญถึงผู้ที่รับส่วนบุญมากกว่า ยกเว้นผู้อุทิศส่วนกุศลนั้นมีสมาธิและกำลังจิตมากพอที่จะติดต่อกับผู้รับได้เป็นปกติอยู่แล้ว การกรวดน้ำก็จะลดความสำคัญลงไปครับ

      ลบ
  6. หมอฉัตร เนติ25 ตุลาคม 2560 05:39

    ขอเรียนถามดังนี้ครับ
    ๑. มีวัดหนึ่งรับกฐินโดยมีพระครบ 5 รูปรับกฐิน แต่เป็นพระจำพรรษาที่วัดนี้แค่ 4 รูปและไปเอาพระที่สังกัดวัดนี้แต่ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดอื่นมารับกฐินด้วย คิดว่าที่ทำไปไม่น่าจะเป็นกฐิน เพราะผิดกฏที่พระพุทธเจ้าวางไว้ ไม่ทราบคิดผิดหรือไม่
    ๒. กฐิน จะมีอานุสงค์ของกฐินอย่างไรทางด้านของพระ ของคนทำกฐิน และอานิสงค์ต่าง ๆ
    ๓. อานิสงค์กฐินต่างจากผ้าป่าอย่างไร
    ๔. ตามข้อ ๑. ถ้าไม่เป็นกฐิน จะเป็นได้แค่ผ้าป่าหรือไม่ และพระที่รับกฐินแบบนี้จะอาบัติหรือไม่
    ขอบพระคุณครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ๑. มีวัดหนึ่งรับกฐินโดยมีพระครบ 5 รูปรับกฐิน แต่เป็นพระจำพรรษาที่วัดนี้แค่ 4 รูปและไปเอาพระที่สังกัดวัดนี้แต่ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดอื่นมารับกฐินด้วย คิดว่าที่ทำไปไม่น่าจะเป็นกฐิน เพราะผิดกฏที่พระพุทธเจ้าวางไว้ ไม่ทราบคิดผิดหรือไม่

      >>> เรื่องนี้เป็นไปได้ 2 กรณีนะครับคือ

      1.1 ถ้าพระรูปดังกล่าวท่านอธิษฐานจำพรรษาที่วัดนี้ แล้วไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสอยู่วัดอื่นโดยวิธีสัตตาหกรณียะ คือขออนุญาตจากสงฆ์เพื่อไปค้างคืนที่อื่นครั้งละไม่เกิน 7 วัน ด้วยเหตุผลคือเพื่อบำรุงศรัทธาของญาติโยม ซึ่งเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเอาไว้ให้ไปได้โดยไม่ขาดพรรษา ในที่นี้คือไปปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาส อย่างนี้ก็ถือว่าท่านจำพรรษาที่วัดนี้ครับ โดยท่านจะไปกี่รอบก็ได้แต่ต้องกลับมาวัดนี้ภายใน 7 วัน แล้วทำสัตตาหกรณียะใหม่เพื่อออกไปในครั้งต่อไป แต่ทั้งนี้ท่านต้องรับกฐินที่วัดนี้เท่านั้นนะครับ รับ 2 วัดไม่ได้ เพราะถือว่าท่านจำพรรษาที่วัดนี้ ไม่ได้จำพรรษาที่วัดที่ท่านไปเป็นเจ้าอาวาส ถึงแม้ท่านจะอยู่วัดนั้นมากกว่าก็ตาม เช่น อยู่วัดนี้ 1 วัน อยู่วัดนั้น 7 วัน สลับกันไปเรื่อยๆ

      1.2 ถ้าพระรูปดังกล่าวท่านอธิษฐานจำพรรษาที่วัดที่ท่านไปเป็นเจ้าอาวาส อย่างนี้ก็ไม่สามารถรับกฐินที่วัดนี้ได้ครับ ถึงแม้ท่านจะสังกัดวัดนี้ก็ตาม เมื่อกฐินไม่ครบองค์ก็ไม่เป็นอันกราน กฐินนี้ก็ตกไป ไม่ถือว่าเป็นกฐินครับ

      ๒. กฐิน จะมีอานุสงค์ของกฐินอย่างไรทางด้านของพระ ของคนทำกฐิน และอานิสงค์ต่าง ๆ

      >>> ขอแยกเป็นข้อนะครับ

      2.1 ในด้านของพระ
      ความจริงแล้วคำว่า "อานิสงส์กฐิน" ตามพระธรรมวินัยนั้นไม่ได้หมายถึงผลบุญที่พระจะได้รับนะครับ แต่หมายถึงภิกษุนั้นจะได้รับข้อลดหย่อน 5 ประการ เพื่อความสะดวกในการเดินทางแสวงหาจีวร และการตัดเย็บจีวร ได้แก่
      (1) เที่ยวไปไม่ต้องบอกลา คือออกนอกวัดได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือบอกใคร
      (2) ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับ คือไม่ต้องมีผ้าครบ 3 ผืน (สบง จีวร สังฆาฏิ) อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา
      (3) ฉันคณโภชนะได้ คือเมื่อมีผู้นิมนต์ฉันโดยไม่ระบุจำนวน สามารถไปฉันพร้อมกันหลายรูปได้
      (4) ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ คือสามารถเป็นเจ้าของผ้าส่วนที่เกินจากไตรจีวรได้ เช่น มีจีวร 2 สำรับ เป็นต้น
      (5) พวกเธอจะได้จีวรที่เกิดขึ้นในที่นั้น คือภิกษุหมู่นั้นมีสิทธิ์เป็นเจ้าของจีวรที่ได้มา

      คือผ้ากฐินในสมัยพุทธกาลนั้น ไม่ได้ได้มาเป็นผ้าไตรจีวรพร้อมใช้แบบในสมัยปัจจุบันครับ ภิกษุต้องแยกย้ายกันออกไปหาเศษผ้าตามที่ต่างๆ เช่น ผ้าที่ถูกทิ้งอยู่ตามข้างทาง กองหยากเยื่อ (กองขยะ) หรือแม้แต่ผ้าห่อศพตามป่าช้าที่มีผู้ทิ้งเอาไว้ แล้วนำเศษผ้าเหล่านั้นมารวมกัน ซัก ย้อม ตัด เย็บ จนได้เป็นไตรจีวรขึ้นมา ซึ่งกว่าจะได้ไตรจีวรขึ้นมานั้น ภิกษุต้องทุ่มเท ร่วมแรงร่วมใจกันไม่น้อย และบางครั้งต้องเลื่อนเวลาการทำกิจวัตรปกติออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับการทำจีวร พระพุทธเจ้าจึงทรงผ่อนผันพระวินัยให้ภารกิจเสริจสิ้นไปได้โดยสะดวก

      ที่กล่าวมาข้างต้นคืออานิสงส์ตามพระธรรมวินัยนะครับ ถ้าจะหมายถึงอานิสงส์คือผลประโยชน์ที่พระภิกษุจะได้รับจากกฐินในสมัยนี้นั้น เนื่องจากภิกษุเป็นผู้รับจึงไม่ได้เป็นผู้ได้บุญจากการให้ทาน บุญที่จะได้จึงเป็นบุญจากการอนุโมทนาบุญที่ผู้อื่นทำ รวมถึงเป็นผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น เป็นผู้เตรียมงาน เตรียมสถานที่ สิ่งที่ภิกษุจะได้อย่างชัดเจนก็คือการได้ไตรจีวรผืนใหม่ รวมถึงบริวารกฐินต่างๆ นั่นเองครับ

      2.2 ในด้านของคนทำกฐิน
      การทอดกฐินจัดเป็นสังฆทานชนิดหนึ่งครับ ถึงแม้จะเป็นการถวายทานจำเพาะเจาะจงแก่สงฆ์ (หมู่ของภิกษุ) ที่จำพรรษาในวัดนั้น แต่ก็ไม่ได้เจาะจงว่าถวายแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นหน้าที่ของสงฆ์หมู่นั้นจะพิจารณาว่าจีวรผืนนั้นสมควรแก่ภิกษุรูปใดในหมู่ของตน

      ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า "เราไม่กล่าวปาฏิปุคคลิกทานว่ามีผลมากกว่าทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์โดยปริยายไรๆ เลย ฯ" นั่นหมายความว่า การทำบุญด้วยการทอดกฐินนั้นให้ผลบุญสูงกว่าการทำบุญเจาะจงเฉพาะกับพระพุทธเจ้าด้วยครับ (ไม่ใช่ถวายสงฆ์ที่พระพุทธเจ้านั่งเป็นประมุขอยู่นะครับ) ไม่ต้องกล่าวถึงการที่บางท่านขวนขวายไปทำบุญกับพระอรหันต์หรืออริยบุคคลรูปนั้นรูปนี้เลย อันนั้นให้ผลบุญน้อยกว่าการถวายทานแก่พระพุทธเจ้าอยู่แล้วครับ

      ข้อพิเศษของบุญกฐินคือ แต่ละวัดจะรับได้เพียงปีละหนึ่งครั้งในช่วงเวลาที่จำกัด คือภายใน 1 เดือนหลังออกพรรษาเท่านั้น จึงจัดเป็นกาลทานที่่่่หาโอกาสทำได้ยากกว่าทานทั่วๆ ไปครับ

      2.3 อานิสงส์ด้านอื่นๆ
      การที่บุญกฐินจะสำเร็จได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ อาศัยความร่วมแรงร่วมใจของคนเป็นจำนวนมาก จึงเป็นการรวมพลัง สร้างความสามัคคีของชาวพุทธได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการสืบทอดประเพณีและพระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องกับทั้งภิกษุสงฆ์และฆราวาส นับเป็นการเพิ่มความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดีครับ

      ลบ
    2. ๓. อานิสงค์กฐินต่างจากผ้าป่าอย่างไร

      >>> ผ้าป่าที่แท้จริงในสมัยพุทธกาลนั้นไม่เหมือนในสมัยนี้นะครับ คือในสมัยพุทธกาลนั้นภิกษุที่ได้รับคหบดีจีวร (จีวรที่มีผู้ถวายให้) มีไม่มากนัก ภิกษุจำนวนมากต้องใช้บังสุกุลจีวร (ผ้าคลุกฝุ่น) คือการไปเก็บเอาเศษผ้าที่มีคนทิ้งเอาไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ริมทาง กองขยะ หรือผ้าห่อศพในป่าช้า นำมาซัก ย้อม ตัด เย็บเป็นจีวรขึ้นมาใช้

      การถวายผ้าป่าในสมัยนั้นก็คือ การนำผ้าไปแขวนไว้ตามต้นไม้เพื่อไม่ให้ผ้าเปื้อน แล้วอธิษฐานว่าภิกษุรูปใดที่มีความต้องการใช้ผ้านี้ก็จงนำไปใช้เถิด

      ซึ่งเป็นการถวายทานอย่างไม่เฉพาะเจาะจงผู้รับอย่างแท้จริง ในแง่นี้จึงให้ผลบุญสูงกว่าการถวายผ้ากฐินซึ่งเป็นการเจาะจงสงฆ์เฉพาะที่จำพรรษาในวัดนั้นเท่านั้นครับ

      สำหรับในส่วนของกฐินนั้น เนื่องจากต้องอาศัยความทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจมากกว่า ทำให้จิตของผู้ที่มีส่วนร่วมในความทุ่มเทนั้นได้เสพอารมณ์ของการทำบุญอย่างหนักแน่น ต่อเนื่องและยาวนานกว่าการถวายผ้าป่า ในแง่นี้จึงให้ผลบุญสูงกว่าผ้าป่าครับ

      ซึ่งผลบุญโดยรวมอย่างไหนจะมากกว่าก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลนะครับ เพราะปัจจัยในการให้ผลบุญมากน้อยต่างกันนั้นมีมากมาย และแต่ละคนก็มีสภาวะที่แตกต่างกันไป

      สำหรับผ้าป่าในปัจจุบันนั้นทำกันแต่ในนาม โดยนำผ้าไปแขวนไว้บนพุ่มไม้เล็กๆ แล้วยกทั้งพุ่มนั้นไปถวายสงฆ์แบบเจาะจง และสิ่งที่ต้องการถวายจริงๆ นั้นกลับไม่ใช่ตัวผ้า แต่เป็นบริวารของผ้าป่าเสียมากกว่า กรณีนี้ก็ชัดเจนนะครับว่าแก่นแท้ของคำว่าผ้าป่ามีอยู่หรือไม่ อานิสงส์ที่แท้จริงของความเป็นผ้าป่าจึงไม่มีอยู่ในที่นี้ แต่ก็ได้บุญในฐานะที่เป็นสังฆทานซึ่งมากกว่าปาฏิปุคคลิกทาน (ทานที่เฉพาะเจาะจงตัวผู้รับ) ครับ

      ๔. ตามข้อ ๑. ถ้าไม่เป็นกฐิน จะเป็นได้แค่ผ้าป่าหรือไม่ และพระที่รับกฐินแบบนี้จะอาบัติหรือไม่

      >>> ถ้าเข้าข่ายข้อ 1.2 ที่ตอบไปข้างต้น ก็คงประมาณผ้าป่าแบบสมัยปัจจุบันครับ ไม่ใช่ผ้าป่าแบบสมัยพุทธกาลนะครับ

      การทำให้กฐินตกไป ไม่เป็นอันกราน คือหมดสภาพของการเป็นกฐินนั้นไม่เป็นอาบัติครับ

      สาเหตุของการทำให้กฐินตกไปมีหลายอย่างมาก เช่น ทำผ้าไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ผ้าเสียหาย รวมถึงกรณีที่ไม่ครบองค์สงฆ์ด้วยครับ (ต้องมีภิกษุ 1 รูป เป็นผู้ประกาศญัตติทุติยกรรมวาจากฐิน และอีกอย่างน้อย 4 รูป เป็นสงฆ์ผู้อนุโมทนา)

      ถ้าภิกษุทั้งหลายในวัดนั้นทราบแต่แรกแล้วว่าไม่ครบองค์กฐิน เพราะมีพระจำพรรษาไม่ครบ 5 รูป ผลคือภิกษุทั้งหมดในวัดนั้นจะไม่ได้รับอานิสงส์กฐิน 5 ข้อ ตามข้อ 2.1 อาบัติจะเกิดขึ้นเมื่อภิกษุเหล่านั้นใช้สิทธิ์ของอานิสงส์กฐินโดยที่ไม่มีสิทธ์ เพราะกฐินตกไปแต่แรกอยู่แล้ว เช่น หากทรงอติเรกจีวร คือครอบครองจีวรมากกว่า 1 สำรับ (3 ผืน) เกิน 10 วัน ก็จะต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องสละจีวรส่วนเกินนั้นจึงจะพ้นอาบัติครับ

      ดังความในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๔.นิสสัคคิยกัณฑ์] ๑.จีรวรรค ๑.ปฐมกฐินสิกขาบท พระอนุบัญญัติ (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๓ = เล่มที่ ๐๒-๑ หน้า ๑ - ๖๑ ในเว็บนี้)

      [๔๖๒] เมื่อจีวรของภิกษุสำเร็จแล้ว เมื่อกฐินเดาะแล้ว ภิกษุพึงทรง
      อติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างมาก ให้เกินกำหนดนั้นไป ต้องอาบัติ
      นิสสัคคิยปาจิตตีย์

      และถ้าภิกษุเหล่านั้นทราบว่ากฐินไม่เป็นอันกราน แต่มีเจตนาหลอกญาติโยมว่าเป็นกฐิน ก็จะต้องอาบัติเพราะการหลอกลวงนั้นครับ ไม่ใช่เพราะทำให้กฐินตกไป

      ลบ
  7. หมอฉัตร เนติ26 ตุลาคม 2560 05:37

    สาธุครับ ได้ความรู้ที่ลึกและสมบูรณ์จากการถามท่านทุกครั้งครับ
    เกรงว่าพระในวัดจะลืมว่าจะอาบัติจากผลที่ไม่เป็นกฐินตามข้อ 4 ที่ท่านให้ข้อสังเกต
    ไม่อยากให้ท่านอาบัติเลยครับ
    แต่ก็ไม่กล้าไปปรึกษาท่าน เพราะเราเป็นผู้น้อย

    ตอบลบ
  8. หมอฉัตร เนติ ฯ26 ตุลาคม 2560 06:07

    เรียนถามเพิ่มว่า
    ถ้าวัดที่รับกฐินมีพระที่รับกฐินไม่ได้อยู่รวมเวลารับกฐินด้วย (เช่น มีพระเจ้าอาวาสตามข้อ 1.1 ที่ไปรับกฐินที่วัดเดิมที่ท่านสังกัดอยู่มาแล้ว แต่ท่านมารับกฐินอีกครั้งในวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ) กรณีเช่นนี้
    ๑. ถ้าวัดที่รับกฐินภายหลังนี้มีพระ 5 รูปพอดี ก็ไม่เป็นกฐินใช่ไหมครับ เพราะเจ้าอาวาสไปรับกฐินวัดอื่นมาแล้ว
    ๒. ถ้าวัดที่รับกฐินมีพระเกิน 5 รูป และรูปอื่นรับกฐินได้ยกเว้นเจ้าอาวส อย่างนี้ถือเป็นกฐินได้ หรือกฐินอย่างไรก็เป็นอันตกไปครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขอแยกตอบเป็นข้อๆ นะครับ

      ถ้าวัดที่รับกฐินมีพระที่รับกฐินไม่ได้อยู่รวมเวลารับกฐินด้วย (เช่น มีพระเจ้าอาวาสตามข้อ 1.1 ที่ไปรับกฐินที่วัดเดิมที่ท่านสังกัดอยู่มาแล้ว แต่ท่านมารับกฐินอีกครั้งในวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ )
      กรณีเช่นนี้
      ๑. ถ้าวัดที่รับกฐินภายหลังนี้มีพระ 5 รูปพอดี ก็ไม่เป็นกฐินใช่ไหมครับ เพราะเจ้าอาวาสไปรับกฐินวัดอื่นมาแล้ว

      >>> ขอขยายความคำตอบในคำถามที่แล้ว ข้อ 1.1 ก่อนนะครับ ที่กล่าวว่า
      "แต่ทั้งนี้ท่านต้องรับกฐินที่วัดนี้เท่านั้นนะครับ รับ 2 วัดไม่ได้ เพราะถือว่าท่านจำพรรษาที่วัดนี้ ไม่ได้จำพรรษาที่วัดที่ท่านไปเป็นเจ้าอาวาส"

      คำว่า "รับ 2 วัดไม่ได้" ในที่นี้ หมายถึงว่าตามพระวินัยแล้วท่านจำพรรษาได้เพียง 1 วัด ต่อ 1 พรรษา เท่านั้น ท่านจึงมีสิทธิ์รับกฐินได้เพียงวัดที่ท่านจำพรรษาเพียงวัดเดียว ไม่มีสิทธิ์ไปรับกฐินที่วัดอื่น แต่ไม่ได้หมายความกว้างออกไปถึงขั้นที่ว่าถ้าท่านไปรับกฐินในวัดที่ท่านไม่มีสิทธิ์รับก่อนแล้ว จะทำให้ท่านเสียสิทธิ์ในวัดที่ท่านมีสิทธิ์รับไปนะครับ คือการรับโดยไม่มีสิทธิ์ก็ย่อมเป็นโมฆะ ก็เหมือนไม่มีการรับเกิดขึ้นครับ ไม่ได้เป็นการโอนสิทธิ์ไปรับที่วัดอื่น (ซึ่งโอนไม่ได้นะครับ) อันจะทำให้สิทธิ์เดิมถูกถอนออกไป

      ประเด็นที่จะใช้เป็นหลักในการพิจารณาว่าท่านมีสิทธิ์รับกฐินที่วัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่หรือไม่ ก็คือตามวินัยแล้วท่านจำพรรษาที่วัดไหนกันแน่ ตามคำตอบของคำถามที่แล้ว ข้อ 1.1 และ 1.2 นะครับ ไม่ใช่ท่านหมดสิทธิ์รับเพราะไปรับที่วัดอื่นมาแล้ว

      ดังนั้น การพิจารณาถึงกฐินของวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่นี้ จึงขึ้นกับว่า ตามวินัยแล้วท่านจำพรรษาที่วัดนี้หรือไม่ ถ้าท่านจำพรรษาที่วัดนี้กฐินก็ครบองค์ในแง่ของจำนวนพระครับ แต่ถ้าท่านไม่ได้จำพรรษาที่วัดนี้กฐินก็ตกไปแต่แรกอยู่แล้วครับ เพราะพระจำพรรษาไม่ถึง 5 รูป

      ๒. ถ้าวัดที่รับกฐินมีพระเกิน 5 รูป และรูปอื่นรับกฐินได้ยกเว้นเจ้าอาวส อย่างนี้ถือเป็นกฐินได้ หรือกฐินอย่างไรก็เป็นอันตกไปครับ

      >>> สำหรับการรับกฐินโดยมีพระที่ไม่มีสิทธิ์รับร่วมอยู่ในพิธีกรรมด้วยนั้น ต้องตีความพระวินัยข้อนี้ครับ ซึ่งเป็นเพียงข้อเดียวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้

      พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๕ หน้า : ๑๔๕
      พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๗. กฐินขันธกะ] ๑๘๗. กฐินานุชานนา
      ๗. กฐินขันธกะ
      ...
      เรื่องกฐินไม่เป็นอันกราน
      [๓๐๘] ภิกษุทั้งหลาย กฐินย่อมเป็นอันกรานอย่างนี้ ไม่เป็นอันกรานอย่างนี้
      ภิกษุทั้งหลาย ก็กฐินย่อมไม่เป็นอันกรานอย่างไร กฐินย่อมไม่เป็นอันกราน
      อย่างนี้ คือ
      ...
      ๒๔. กฐินไม่เป็นอันกรานโดยชอบ ถ้าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น
      ภิกษุทั้งหลาย กฐินชื่อว่าไม่เป็นอันภิกษุกรานอย่างนี้แล

      ต้องตีความคำว่า "ถ้าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาอนุโมทนากฐินนั้น" ว่าคำว่าภิกษุผู้อยู่นอกสีมาหมายความว่าอย่างไร ซึ่งอาจตีความได้ 2 ทาง คือ

      (1) หมายถึงภิกษุที่ไม่ได้จำพรรษาในวัดนั้น คือเป็นภิกษุที่อยู่นอกขอบเขตของผู้มีสิทธิ์ในกฐินกองนั้น เพราะไม่ได้จำพรรษาที่วัดนั้น

      (2) หมายถึงภิกษุที่จำพรรษาที่วัดนั้น แต่ไม่ได้ร่วมอยู่ในพิธีกรรมด้วยเพราะขณะนั้นอยู่นอกสีมา จึงได้อนุโมทนาทั้งที่อยู่นอกสีมา เช่น เขียนหนังสืออนุโมทนาเอาไว้ก่อน หรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นอนุโมทนาแทน หรืออนุโมทนาล่วงหน้าหรือภายหลัง เป็นต้น

      ถ้าตีความตามข้อ (1) ก็จะส่งผลให้การที่มีภิกษุที่ไม่ได้จำพรรษาที่วัดนั้นร่วมอยู่ในพิธีกรรมด้วยจะทำให้กฐินนั้นตกไป ไม่เป็นอันกรานครับ

      แต่ถ้าตีความตามข้อ (2) การที่มีภิกษุที่ไม่ได้จำพรรษาที่วัดนั้นร่วมอยู่ในพิธีกรรมด้วย จะไม่ส่งผลให้กฐินนั้นตกไปถ้ามีภิกษุที่จำพรรษาที่วัดนั้นไม่ต่ำกว่า 5 รูป ร่วมพิธีกรรมครับ เพราะนอกจากข้อนี้แล้วก็ไม่มีข้ออื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้วครับ จึงทำให้ไม่มีบทบัญญัติห้ามเอาไว้

      *** เรื่องนี้ผมไม่มีข้อมูลอื่นประกอบแล้วครับ จึงไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ ขึ้นกับการตีความครับ

      ลบ
  9. หมอฉัตร เนติ ฯห1 พฤศจิกายน 2560 13:12

    มีพระรูปหนึ่งกล่าวโดยสอนในยูทูบว่า ห้ามพระให้พรตอนบิณฑบาตจะอาบัติ เพราะพระวินัยห้ามพระยืนแสดงธรรมขณะที่คนฟังธรรมนั่งอยู่
    ท่านให้เหตุผลว่า พระมักจะให้พรโดยแสดงธรรมที่บอกว่า จัตตาโรธรรมา วัฒันติ อายุ วรรณโณ ... และคนที่มาใส่บาตรมักจะนั่งยอง ๆ รอรับพร
    เรื่องนี้อาบัติจริงหรือครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ในพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๗๒๘ ข้อ : ๖๔๘ มีเนื้อความดังนี้ครับ

      พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๗.เสขิยกัณฑ์] ๗.ปาทุกาวรรค

      สิกขาบทที่ ๑๐
      เรื่องพระฉัพพัคคีย์

      [๖๔๘] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
      ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ยืนแสดงธรรมแก่คนผู้นั่งอยู่ ฯลฯ

      พระบัญญัติ
      ๑๐. พึงทำความสำเหนียกว่า เรายืนอยู่จักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็น
      ไข้ผู้นั่งอยู่
      เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

      สิกขาบทวิภังค์
      ภิกษุยืนอยู่ ไม่พึงแสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่
      ภิกษุใดไม่เอื้อเฟื้อ (หมายถึงไม่เอื้อเฟื้อในพระวินัย คือไม่ใส่ใจในสิกขาบทข้อนี้นะครับ - ธัมมโชติ) ยืนอยู่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่ ต้องอาบัติทุกกฏ

      อนาปัตติวาร
      ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

      ๑. ภิกษุไม่จงใจ ๒. ภิกษุไม่มีสติ
      ๓. ภิกษุผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุผู้เป็นไข้
      ๕. ภิกษุผู้มีเหตุขัดข้อง ๖. ภิกษุวิกลจริต
      ๗. ภิกษุต้นบัญญัติ

      สิกขาบทที่ ๑๐ จบ

      สาเหตุที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทข้อนี้เพราะตามธรรมเนียมในสมัยพุทธกาลนั้น การที่ผู้ฟังธรรมนั่งอยู่สบายๆ ในขณะที่ผู้แสดงธรรมยืนอยู่นั้นถือว่าเป็นการฟังธรรมโดยไม่เคารพในธรรมครับ

      แต่ถ้าจะพิจารณาถึงบริบทในสมัยปัจจุบันแล้ว ก็ต้องตีความกันพอสมควรนะครับ เพราะค่านิยมต่างๆ นั้นไม่เหมือนกันแล้ว ขอตั้งข้อสังเกตดังนี้นะครับ

      1. การให้พรถือเป็นการแสดงธรรมหรือไม่ เจตนาของการแสดงธรรมก็คือเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจในหลักธรรมที่แสดงนั้นนะครับ ในขณะที่การให้พรก็เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความปิติยินดี ร่าเริงใจ เบิกบานใจจากการทำบุญนั้นมากขึ้น อันจะส่งผลให้จิตที่เป็นบุญเป็นกุศลของผู้ที่ทำบุญนั้นมีกำลังแรงขึ้น และเสพสภาวะแห่งกุศลจิตนั้นยาวนานขึ้น ผลก็คือจะทำให้ผู้รับได้รับบุญมากขึ้นนั่นเองครับ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเพื่อให้บุญนั้นประทับตราตรึงอยู่ในใจมากขึ้นครับ

      แต่ทั้งการให้พรและการแสดงธรรมนั้น ผู้ฟังก็ควรฟังด้วยความเคารพเช่นเดียวกันนะครับ เพราะถ้ารับพรโดยไม่เคารพแล้วจะเกิดปิติขึ้นมาได้อย่างไร ในขณะที่การฟังธรรมโดยไม่เคารพในธรรม แล้วจะมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ได้อย่างไร ในเมื่อไม่เห็นคุณค่าในธรรมนั้น

      2. ในปัจจุบันนี้นั้นการที่คนที่มาใส่บาตรนั่งยองๆ เพื่อรับพร เป็นการแสดงความเคารพหรือเป็นการแสดงความไม่เคารพกันแน่ครับ

      3. เราควรจะตีความพระวินัยตามตัวอักษร หรือตามเจตนารมณ์ของการบัญญัติพระวินัยข้อนั้นครับ ในเมื่อค่านิยมต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

      4. การยืนให้พรตามคำถามข้อนี้ เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ ทั้งแก่ผู้ฟัง ผู้แสดง รวมทั้งแก่พระศาสนาครับ

      เรื่องนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านนะครับ

      ลบ