ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

อริยบุคคล 7 ประเภท ตามการบรรลุ

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

ในหน้านี้จะเป็นการแบ่งอริยบุคคลออกเป็น 7 ประเภท โดยเป็นการแบ่งตามประเภทหรือวิธีการบรรลุธรรมนะครับ ซึ่งต่างจากเรื่องอริยบุคคล 8 ประเภทและการละกิเลส ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ที่เป็นการแบ่งตามลำดับขั้นของกิเลสที่ละได้ครับ

พระไตรปิฎก : พระอภิธรรมปิฎก เล่ม 3 ธาตุกถา - ปุคคลปัญญัติปกรณ์


(ดูเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้ที่ เล่ม : ๓๖ หน้า : ๑๕๓ ข้อ : ๒๔)

เอกกนิทเทส

[๔๐] บุคคลชื่อว่าอุภโตภาควิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย (วิโมกข์ ๘ คือสมาบัติ ๘ ได้แก่สมาธิขั้นฌาน ๘ ขั้น คือ รูปฌาน ๔ + อรูปฌาน ๔ ดูเรื่องสมาธิ 40 วิธีและฌานสมาบัติ ในหมวดสมถกรรมฐาน (สมาธิ) ประกอบนะครับ - ธัมมโชติ) แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะ(กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน - ธัมมโชติ) ของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุต

(อุภโตภาควิมุต = การหลุดพ้นโดยส่วนสอง คือ หลุดพ้นจากความยินดีในรูปด้วยอรูปสมาบัติก่อน (ดูเรื่องสังโยชน์ 10 ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) โดยเฉพาะในหัวข้ออรูปราคะ ประกอบนะครับ) แล้วเจริญวิปัสสนาจนหลุดพ้นจากความยินดีในนามด้วยวิปัสสนาปัญญา ซึ่งทำให้เป็นพระอรหันต์ด้วยวิปัสสนาปัญญานี้นะครับ - ธัมมโชติ)

[๔๑] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้ เรียกว่า ปัญญาวิมุต

(คือผู้ที่ไม่ได้ทำสมาธิจนถึงขั้นอรูปฌาน เจริญวิปัสสนาจนกระทั่งบรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงหลุดพ้นจากความยินดีทั้งในรูปและนามด้วยวิปัสสนาปัญญานะครับ - ธัมมโชติ)

[๔๒] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี

(คล้ายกับอุภโตภาควิมุต ต่างกันที่อุภโตภาควิมุตนั้นเจริญวิปัสสนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่กายสักขีเจริญวิปัสสนาจนบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นต่ำกว่าพระอรหันต์ครับ - ธัมมโชติ)

[๔๓] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ

(คล้ายกับปัญญาวิมุต ต่างกันที่ปัญญาวิมุตนั้นเจริญวิปัสสนาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ทิฏฐิปัตตะเจริญวิปัสสนาจนบรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นต่ำกว่าพระอรหันต์ โดยนับตั้งแต่โสดาปัตติผลบุคคลขึ้นไปครับ ดูเรื่องอริยบุคคล 8 ประเภทและการละกิเลส ในหมวดวิปัสสนา (ปัญญา) ประกอบนะครับ - ธัมมโชติ)

[๔๔] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้ว ด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุต

(ต่างจากทิฏฐิปัตตะตรงที่ทิฏฐิปัตตะอาศัยปัญญาเป็นหลัก แต่สัทธาวิมุตอาศัยศรัทธาเป็นใหญ่นำปัญญาให้เกิดขึ้นครับ - ธัมมโชติ)

[๔๕] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉน
ปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง (ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล = โสดาปัตติมรรคบุคคลนะครับ - ธัมมโชติ) บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอันมีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี
บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี
บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่า ทิฏฐิปัตตะ

(คือขณะแห่งโสดาปัตติมรรค เป็นธัมมานุสารี
ขณะแห่งโสดาปัตติผลเป็นต้นไปจนถึงก่อนจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นทิฏฐิปัตตะนะครับ - ธัมมโชติ)

[๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉน
สัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรคมีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล
ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี
ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต

(คือขณะแห่งโสดาปัตติมรรค เป็นสัทธานุสารี
ขณะแห่งโสดาปัตติผลเป็นต้นไปจนถึงก่อนจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นสัทธาวิมุตนะครับ - ธัมมโชติ)


ผู้รวบรวม
ธัมมโชติ

3 ความคิดเห็น :

  1. หมอฉัตร เนติ ฯ19 ธันวาคม 2560 10:11

    ขอเรียนถามว่า
    ๑. เคยอ่านเจอว่า บางท่านบรรลุอรหันต์แล้ว กลับไปเกิดในสวรรค์อีก
    หาว่า น่าจะไม่ถูกต้องใช่ไหมครับ
    ๒. พวกเทวดาหรือภพภูมิอื่นนอกจากมนุษย์สามารถบรรลุโสดาบัน หรือบรรลุอรหันต์ได้ไหมครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ๑. เคยอ่านเจอว่า บางท่านบรรลุอรหันต์แล้ว กลับไปเกิดในสวรรค์อีก
      หาว่า น่าจะไม่ถูกต้องใช่ไหมครับ

      >>> ผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วย่อมไม่เกิดอีกครับ ขอยกพระไตรปิฎกประกอบนะครับ

      พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๕ หน้า : ๔๖๖ ข้อ : ๙๓ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ [๓. ติกนิบาต] ๕. ปัญจมวรรค

      ๔. อัคคิสูตร
      ว่าด้วยไฟกิเลส
      [๙๓] แท้จริง พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้ว พระสูตรนี้ พระอรหันต์
      กล่าวไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
      “ภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้
      ไฟ ๓ กอง คือ
      ๑. ไฟคือราคะ ๒. ไฟคือโทสะ ๓. ไฟคือโมหะ
      ภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ กองนี้แล”
      พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเนื้อความดังกล่าวมานี้แล้ว ในพระสูตรนั้น จึงตรัส
      คาถาประพันธ์ดังนี้ว่า
      ไฟคือราคะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้กำหนัด
      หมกมุ่นอยู่ในกามทั้งหลาย
      ไฟคือโทสะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้มีจิตพยาบาท ชอบฆ่าสัตว์
      ไฟคือโมหะ ย่อมเผาผลาญนรชนผู้ลุ่มหลง
      ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ
      หมู่สัตว์ เมื่อไม่รู้จักไฟทั้ง ๓ กองนี้
      จึงยินดียิ่งในสักกายะ
      ไม่พ้นจากบ่วงแห่งมาร สั่งสมเพื่อเกิดในนรก
      กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน อสุรกาย และแดนเปรต
      ส่วนชนทั้งหลายผู้หมั่นอบรมตนในศาสนธรรม
      ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งกลางวันและกลางคืน
      หมั่นเจริญอสุภสัญญาเป็นนิตย์
      ย่อมทำไฟคือราคะให้ดับลงได้
      ชนทั้งหลายที่มีคุณธรรมสูง
      ย่อมดับไฟคือโทสะลงได้ด้วยเมตตา
      และย่อมดับไฟคือโมหะด้วยปัญญา
      อันเป็นเครื่องทำลายกิเลสได้เด็ดขาด
      ชนผู้มีปัญญารักษาตนเหล่านั้น
      ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน
      ดับไฟทั้ง ๓ กองนั้นได้แล้ว
      ชื่อว่าดับกิเลสได้สิ้นเชิง ล่วงพ้นทุกข์ได้ทั้งสิ้น
      บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นแจ้งอริยสัจ
      จบเวท รู้สิ่งทั้งปวงโดยชอบ (หมายถึงบรรลุเป็นพระอรหันต์นะครับ - ธัมมโชติ)
      ย่อมไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก
      เพราะรู้ยิ่งถึงภาวะที่สิ้นสุดการเกิด
      แม้เนื้อความนี้ พระผู้มีพระภาคก็ตรัสไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้แล
      อัคคิสูตรที่ ๔ จบ

      ลบ
    2. ๒. พวกเทวดาหรือภพภูมิอื่นนอกจากมนุษย์สามารถบรรลุโสดาบัน หรือบรรลุอรหันต์ได้ไหมครับ

      >>> ยกเว้นอบายภูมิทั้ง 4 และอสัญญสัตตพรหมแล้ว สามารถบรรลุธรรมได้ทุกภูมิครับ แต่จะมีรายละเอียดพิเศษในบางภูมิคือ

      (อบายภูมิทั้ง 4 จิตไม่ประกอบด้วยปัญญาจึงบรรลุธรรมไม่ได้ ส่วนอสัญญสัตตพรหมมีแต่รูปไม่มีนาม จึงบรรลุธรรมไม่ได้ครับ)

      สุทธาวาสภูมิทั้ง 5 ชั้น ซึ่งเป็นที่เกิดของอนาคามีบุคคล คือผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอนาคามีบุคคลในภูมิอื่นแล้วเท่านั้น เมื่อตายจากภูมิเดิมนั้นไปในขณะที่ยังเป็นอนาคามีบุคคลอยู่ (ยังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์) จึงจะไปเกิดในภูมินี้ได้ ดังนั้นจึงไม่มีการบรรลุธรรมขั้นโสดาบัน สกทาคามี (สกิทาคามี) และอนาคามีในชั้นสุทธาวาสครับ ทุกชีวิตในภูมินี้จะบรรลุเป็นพระอรหันต์และปรินิพพานในภูมินี้

      อรูปภูมิ ซึ่งเป็นภูมิที่ติดต่อกับผู้อื่นไม่ได้ (มีแต่นามไม่มีรูป) จึงฟังธรรมจากผู้อื่นไม่ได้ (อาฬารดาบส กาลามโคตร และอุททกดาบส รามบุตร เมื่อตายไปได้ไปเกิดในภูมินี้ พระพุทธเจ้าจึงตามไปแสดงธรรมไม่ได้ จึงพลาดโอกาสในการบรรลุธรรมไปครับ) ภูมินี้จึงไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นโสดาบันได้ เพราะผู้ที่จะบรรลุธรรมโดยไม่ต้องฟังธรรมจากผู้อื่นก็มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น และพระพุทธเจ้าก็จะไม่ไปตรัสรู้ในอรูปภูมิเพราะจะแสดงธรรมโปรดผู้อื่นไม่ได้ครับ จะมีก็แต่ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นต้น เช่น โสดาบันในภูมิอื่นแล้ว และได้อรูปฌาน เมื่อตายไปก็จะไปเกิดในอรูปภูมิได้ และสามารถเจริญวิปัสสนาต่อไปจนบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไปในอรูปภูมิได้ครับ

      ยกตัวอย่างเทวดาที่บรรลุธรรม เช่น ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) พร้อมด้วยเทวดาอื่นอีก ๘๐,๐๐๐ องค์ ก็ได้บรรลุธรรมจากการฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของท้าวสักกะในสักกปัญหสูตรครับ


      (อ่านรายละเอียดได้ในเรื่อง สักกปัญหสูตร พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๗๓-๓๐๐ ข้อ : ๓๔๔-๓๗๑ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๘. สักกปัญหสูตร] ว่าด้วยปัญญาของท้าวสักกะ)

      ซึ่งในตอนท้ายสุด (หน้า : ๓๐๐ ข้อ : ๓๗๑) มีข้อความดังนี้ครับ

      [๓๗๑] ...

      ท้าวสักกะจอมเทพได้ธรรมจักษุ

      ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงใช้พระหัตถ์ตบปฐพี ทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า
      “ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
      ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
      ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น”

      อนึ่ง เมื่อพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีคือกิเลส ปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพและแก่เทวดาอื่นอีก ๘๐,๐๐๐ องค์ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” (คือบรรลุธรรมขั้นต้น อาจเป็นได้ตั้งแต่โสดาบันจนถึงอนาคามีบุคคลนะครับ - ธัมมโชติ)

      พระผู้มีพระภาคตรัสตอบปัญหาที่ท้าวสักกะจอมเทพอัญเชิญมาทูลถามแล้ว ด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น เวยยากรณภาษิตนี้จึงมีชื่อว่า “สักกปัญหา”

      ลบ