ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

เล่มที่ ๐๘-๖ หน้า ๓๐๑ - ๓๖๐

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๐๘-๖ วินัยปิฎกที่ ๐๘ ปริวาร



พระวินัยปิฎก
ปริวาร
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๖. อารามวรรค
สิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีจำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. ตั้งใจว่าจะจำพรรษาแล้วจัดแจงเสนาสนะ ตั้งน้ำฉันน้ำใช้ กวาดบริเวณ
ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. พออรุณขึ้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๗
ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย ด้วยฐานะ ๓ ต้องอาบัติ
๑ อย่าง คือ อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๘
ภิกษุณีไม่ไปรับโอวาท หรือธรรมเป็นเหตุอยู่ร่วมกัน ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๙
ภิกษุณีไม่ถามอุโบสถบ้าง ไม่ถามโอวาทบ้าง ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ อาบัติ
ปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๐
ภิกษุณีไม่บอกสงฆ์หรือคณะ ใช้ให้บ่งฝีหรือบาดแผลที่เกิดในร่มผ้าอยู่กันสอง
ต่อสองกับชาย ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังให้บ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบ่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
อารามวรรคที่ ๖ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๗. คัพภินีวรรค
๗. คัพภินีวรรค
สิกขาบทที่ ๑
[๒๓๗] ภิกษุณีบวชให้สตรีมีครรภ์ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๒
ภิกษุณีบวชให้สตรีมีลูกยังดื่มนม ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๓
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี
ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๔
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปีแล้ว
แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๕
ภิกษุณีบวชให้หญิงที่มีครอบครัวมีอายุต่ำกว่า ๑๒ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๗. คัพภินีวรรค
สิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีบวชให้หญิงที่มีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปี ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม
๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๗
ภิกษุณีบวชให้หญิงที่มีครอบครัวอายุครบ ๑๒ ปี ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ
ตลอด ๒ ปี แต่ยังมิได้สมมติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๘
ภิกษุณีบวชให้สหชีวินีแล้วไม่อนุเคราะห์ ไม่ให้อนุเคราะห์ตลอด ๒ ปี ต้อง
อาบัติ ๑ อย่าง คือ อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๙
ภิกษุณีไม่ติดตามปวัตตินีผู้บวชให้ ตลอด ๒ ปี ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๐
ภิกษุณีบวชให้สหชีวินีแล้ว ไม่พาหลีกไป ไม่ให้พาหลีกไป ต้องอาบัติ ๑ อย่าง
คือ อาบัติปาจิตตีย์
คัพภินีวรรคที่ ๗ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๘. กุมารีภูตวรรค
๘. กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๑
[๒๓๘] ภิกษุณีบวชให้กุมารีมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๒
ภิกษุณีบวชให้กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี แต่ยังไม่ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ
ตลอด ๒ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๓
ภิกษุณีบวชให้กุมารีมีอายุครบ ๒๐ ปี ผู้ได้ศึกษาสิกขาในธรรม ๖ ข้อ ตลอด
๒ ปี แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๔
ภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ บวชให้กุลธิดา ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๕
ภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ บวชให้กุลธิดา ต้องอาบัติ
๒ อย่าง คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๘. กุมารีภูตวรรค
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีผู้อันสงฆ์กล่าวอยู่ว่า “แม่เจ้า ท่านอย่าบวชให้กุลธิดาเลย” รับคำแล้ว
ภายหลังกลับบ่นว่า ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบ่นว่า ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบ่นว่าแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๗
ภิกษุณีกล่าวกับสิกขมานาว่า “แม่คุณ ถ้าเธอจักให้จีวรแก่เรา เราก็จะบวช
ให้เธอ” แล้วไม่บวชให้ ไม่ขวนขวายใช้ให้บวชให้ ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๘
ภิกษุณีกล่าวกับสิกขมานาว่า “แม่คุณ ถ้าเธอจักติดตามเราตลอด ๒ ปี
เราก็จะบวชให้เธอ” แล้วไม่บวชให้ ไม่ขวนขวายใช้ให้บวชให้ ต้องอาบัติ ๑ อย่าง คือ
อาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๙
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาผู้คลุกคลีกับชาย คลุกคลีกับเด็กหนุ่ม ดุร้าย ผู้ทำชาย
ให้ระทมโศก ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๘. กุมารีภูตวรรค
สิกขาบทที่ ๑๐
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานา ที่มารดาบิดาหรือสามียังไม่ได้อนุญาต ต้องอาบัติ
๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๑
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาด้วยการให้ปาริวาสิกฉันทะ๑ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๒
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานาทุก ๆ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๓
ภิกษุณีบวชให้สิกขมานา ๒ รูป ใน ๑ ปี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังบวชให้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบวชให้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กุมารีภูตวรรคที่ ๘ จบ

เชิงอรรถ :
๑ ดูรายละเอียดใน วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๑๖๖-๑๑๖๗/๓๕๑-๓๕๒(เชิงอรรถ)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๔. ปาจิตติยกัณฑ์ ๙. ฉัตตุปาหนวรรค
๙. ฉัตตุปาหนวรรค
สิกขาบทที่ ๑
[๒๓๙] ภิกษุณีกั้นร่มและสวมรองเท้า ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๒
ภิกษุณีโดยสารยานพาหนะ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังโดยสารไป ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อโดยสารไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๓
ภิกษุณีใช้เครื่องประดับเอว ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๔
ภิกษุณีใช้เครื่องประดับของสตรี ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อใช้แล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๕
ภิกษุณีสรงสนานด้วยของหอมและเครื่องย้อมผิว ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังสรงสนาน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อสรงสนานแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๕. ปาฏิเทสนิยกัณฑ์ ๙. ฉัตตุปาหนวรรค
สิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีสรงสนานด้วยแป้งอบกลิ่น ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังสรงสนาน ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อสรงสนานแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๗
ภิกษุณีใช้ภิกษุณีให้บีบนวด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังให้บีบนวด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบีบนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๘
ภิกษุณีใช้สิกขมานาบีบนวด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังให้บีบนวด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบีบนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๙
ภิกษุณีใช้สามเณรีบีบนวด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังให้บีบนวด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบีบนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๐
ภิกษุณีใช้หญิงคฤหัสถ์บีบนวด ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังให้บีบนวด ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อบีบนวดแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๑
ภิกษุณีไม่ขอโอกาสก่อนแล้วนั่งบนอาสนะข้างหน้าภิกษุ ต้องอาบัติ ๒ อย่าง
คือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๕. ปาฏิเทสนิยกัณฑ์
๑. กำลังนั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อนั่งแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๒
ภิกษุณีถามปัญหาภิกษุที่ตนยังไม่ได้ขอโอกาส ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. กำลังถาม ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะพยายาม
๒. เมื่อถามแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์
สิกขาบทที่ ๑๓
ภิกษุณีไม่มีผ้ารัดถันเข้าไปสู่บ้าน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. ย่างเท้าก้าวที่ ๑ เข้าสู่เขตรั้ว ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ย่างเท้าก้าวที่ ๒ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ฉัตตุปาหนวรรคที่ ๙ จบ
ขุททกสิกขาบท จบ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
จำนวนอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑
[๒๔๐] ภิกษุณีออกปากขอเนยใสมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๒
ภิกษุณีออกปากขอน้ำมันมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๐๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๕. ปาฏิเทสนิยกัณฑ์
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๓
ภิกษุณีออกปากขอน้ำผึ้งมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๔
ภิกษุณีออกปากขอน้ำอ้อยงบมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๕
ภิกษุณีออกปากขอปลามาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๖
ภิกษุณีออกปากขอเนื้อมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๗
ภิกษุณีออกปากขอนมสดมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๐ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๓. วิปัตติวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบท จบ
กตาปัตติวารที่ ๒ จบ
๓. วิปัตติวาร
วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบวิบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๑] ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด
บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด บรรดา
วิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบวิบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง
จัดเป็นวิบัติเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๔. สังคหวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง
จัดเป็นวิบัติ ๑ อย่าง คือ อาจารวิบัติ
วิปัตติวารที่ ๓ จบ
๔. สังคหวาร
วาระว่าด้วยการจัดเข้ากองอาบัติ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบจัดกองอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๒] ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด
บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด บรรดา
กองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๓ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาราชิก (๒) กอง
อาบัติถุลลัจจัย (๓) กองอาบัติทุกกฏ
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบจัดกองอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดากองอาบัติ ๗ กอง
จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดากองอาบัติ ๗ กอง
จัดเข้ากองอาบัติ ๒ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาฏิเทสนียะ (๒) กองอาบัติทุกกฏ
สังคหวารที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๕. สมุฏฐานวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
๕. สมุฏฐานวาร
วาระว่าด้วยสมุฏฐาน
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมุฏฐานอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๓] ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกาย
กับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมุฏฐานอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาสมุฏฐานแห่ง
อาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาสมุฏฐานแห่ง
อาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกาย มิใช่เกิด
ทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๓) เกิดทาง
กายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๔) เกิดทางกายวาจากับจิต
สมุฏฐานวารที่ ๕ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๖. อธิกรณวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
๖. อธิกรณวาร
วาระว่าด้วยการจัดเป็นอธิกรณ์
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบอธิกรณ์ในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๔] ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด
บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด บรรดา
อธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
ฯลฯ

๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบอธิกรณ์ในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาอธิกรณ์ ๔
อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
อธิกรณวารที่ ๖ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๗. สมถวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
๗. สมถวาร
วาระว่าด้วยการระงับด้วยสมถะ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมถะในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๕] ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด
บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด บรรดา
สมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ
(๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมถะในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาสมถะ ๗ อย่าง
ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติของภิกษุณีผู้ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน บรรดาสมถะ ๗
อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ
(๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
สมถวารที่ ๗ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๘. สมุจจยวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
๘. สมุจจยวาร
วาระว่าด้วยการสรุปรวม
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสรุปรวมอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๖] ถาม : ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด ต้องอาบัติ
เท่าไร
ตอบ : ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด ต้องอาบัติ ๓
อย่าง คือ
๑. ยินดีการจับต้องบริเวณใต้รากขวัญลงมา เหนือหัวเข่าขึ้นไป ต้อง
อาบัติปาราชิก
๒. ยินดีการจับต้องบริเวณเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้หัวเข่าลงมา ต้อง
อาบัติถุลลัจจัย
๓. ยินดีการจับต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีผู้กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของชายผู้กำหนัด ต้องอาบัติ ๓ อย่าง
เหล่านี้
ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดากอง
อาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ
(๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ
บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๓ กอง คือ (๑) กองอาบัติ
ปาราชิก (๒) กองอาบัติถุลลัจจัย (๓) กองอาบัติทุกกฏ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๘. สมุจจยวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสรุปรวมอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : ภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : ภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่าจะฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
ภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่างเหล่านี้
ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดากอง
อาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๑ อย่าง คือ
อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๒ กอง คือ (๑) กอง
อาบัติปาฏิเทสนียะ (๒) กองอาบัติทุกกฏ
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ สมุฏฐาน คือ
(๑) เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับวาจา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
มิใช่เกิดทางจิต (๓) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๔) เกิดทางกาย
วาจากับจิต
บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
สมุจจยวารที่ ๘ จบ
๑. กัตถปัญญัตติวาร
วาระว่าด้วยบัญญัติ ณ ที่ไหน
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบในปาราชิกกัณฑ์
[๒๔๗] พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะความยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน ทรง
ปรารภใคร เพราะเรื่องอะไร ฯลฯ ใครนำมา
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะความยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีสุนทรีนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีสุนทรีนันทา กำหนัดยินดีการถูกต้องกายของ
ชายผู้กำหนัด
ถาม : ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้นมีพระบัญญัติ พระอนุบัญญัติ อนุป-
ปันนบัญญัติอยู่หรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
ตอบ : ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ ไม่มีพระอนุบัญญัติ
และอนุปปันนบัญญัติ
ถาม : มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีสัพพัตถบัญญัติ
ถาม : มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีอสาธารณบัญญัติ
ถาม : มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีเอกโตบัญญัติ
ถาม : บรรดาพระปาติโมกขุทเทส ๔ อุทเทส ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕ นั้น
จัดเข้าในอุทเทสไหน นับเนื่องในอุทเทสไหน
ตอบ : จัดเข้าในนิทานุเทส นับเนื่องในนิทานุเทส
ถาม : มาสู่อุทเทส โดยอุเทสไหน
ตอบ : มาสู่อุทเทส โดยอุทเทสที่ ๒
ถาม : บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง เป็นวิบัติอย่างไหน
ตอบ : เป็นสีลวิบัติ
ถาม : บรรดากองอาบัติ ๗ กอง เป็นกองอาบัติไหน
ตอบ : เป็นกองอาบัติปาราชิก
ถาม : บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิด
ทางวาจา ฯลฯ
ถาม : ใครนำมา
ตอบ : พระเถระทั้งหลายนำสืบ ๆ กันมา
รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา
พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ
พระสิคควะ และพระโมคคัลลีบุตร รวมเป็น ๕ รูป
เป็นผู้นำพระวินัยสืบ ๆ กันมาในชมพูทวีปอันมีสิริ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๑๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
จากนั้น พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้คือ
พระมหินทะ พระอิฏฏิยะ พระอุตติยะ พระสัมพละ ฯลฯ
พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย
ฉลาดในมรรค ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ในเกาะตามพปัณณิ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๖
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะการปกปิดโทษเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทารู้อยู่ไม่ทักท้วงภิกษุณีผู้ต้องธรรมคือปาราชิก
ด้วยตนเอง ไม่บอกแก่คณะ
ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๖ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖
สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๗
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง
เป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๐ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทาประพฤติตามภิกษุอริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษ
เป็นพรานฆ่านกแร้ง ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม
ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๗ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖
สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๘
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาราชิก เพราะทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการ
ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๘ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖
สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
ปาราชิก ๘ สิกขาบท จบ
๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
คำถาม - คำตอบในสังฆาทิเสสกัณฑ์
[๒๔๘] พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีผู้ก่อคดีพิพาทเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน ทรงปรารภใคร
เพราะเรื่องอะไร ฯลฯ ใครนำมา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีผู้ก่อคดีพิพาทเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทาก่อคดีพิพาท
ถาม : ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้นมีพระบัญญัติ พระอนุบัญญัติ อนุป-
ปันนบัญญัติ อยู่หรือ
ตอบ : ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ ไม่มีพระอนุ-
บัญญัติและอนุปปันนบัญญัติ
ถาม : มีสัพพัตถบัญญัติ ปเทสบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีสัพพัตถบัญญัติ
ถาม : มีสาธารณบัญญัติ อสาธารณบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีอสาธารณบัญญัติ
ถาม : มีเอกโตบัญญัติ อุภโตบัญญัติอยู่หรือ
ตอบ : มีเอกโตบัญญัติ
ถาม : บรรดาพระปาติโมกขุทเทส ๔ อุทเทส สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ นี้
จัดเข้าในอุทเทสไหน นับเนื่องในอุทเทสไหน
ตอบ : จัดเข้าในนิทานุทเทส นับเนื่องในนิทานุทเทส
ถาม : มาสู่อุทเทส โดยอุทเทสไหน
ตอบ : มาสู่อุทเทส โดยอุทเทสที่ ๓
ถาม : บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง เป็นวิบัติอย่างไหน
ตอบ : เป็นสีลวิบัติ
ถาม : บรรดากองอาบัติ ๗ กอง เป็นกองอาบัติไหน
ตอบ : เป็นกองอาบัติสังฆาทิเสส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
ถาม : บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่
เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายวาจากับจิต ฯลฯ
ถาม : ใครนำมา
ตอบ : พระเถระทั้งหลายนำสืบ ๆ กันมา
รายนามพระเถระผู้ทรงจำพระวินัยสืบกันมา
พระเถระเหล่านี้ คือ พระอุบาลี พระทาสกะ พระโสณกะ
พระสิคควะ และพระโมคคัลลีบุตร รวมเป็น ๕ รูป
เป็นผู้นำพระวินัยสืบ ๆ กันมาในชมพูทวีปอันมีสิริ
จากนั้น พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้
คือ พระมหินทะ พระอิฏฏิยะ พระอุตติยะ พระสัมพละ ฯลฯ
พระเถระผู้ประเสริฐมีปัญญามากเหล่านี้ รู้พระวินัย
ฉลาดในมรรค ได้ประกาศพระวินัยปิฎกไว้ในเกาะตามพปัณณิ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะการบวชให้สตรีผู้เป็นโจรเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทาบวชให้สตรีผู้เป็นโจร
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วย ๒ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
(๒) เกิดทางกายวาจากับจิต ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีไปสู่ละแวกบ้านรูปเดียวเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีรูปหนึ่ง
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีรูปหนึ่งไปสู่ละแวกบ้านรูปเดียว
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ ๓ พระอนุบัญญัติ บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นปฐมปาราชิก
สมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีเรียกภิกษุณีที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนีย
กรรม โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ให้กลับเข้าหมู่ โดยไม่บอกการกสงฆ์ ทั้ง
ไม่รับรู้ฉันทะของคณะเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทาเรียกภิกษุณีที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลง
อุกเขปนียกรรม โดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ให้กลับเข้าหมู่ โดยไม่บอก
การกสงฆ์ ทั้งไม่รับรู้ฉันทะของคณะ
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีมีความกำหนัด รับของเคี้ยว หรือของฉันจาก
มือของชายผู้กำหนัด ด้วยมือของตนแล้วฉันเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีสุนทรีนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีสุนทรีนันทากำหนัดรับอามิสจากมือของชายผู้กำหนัด
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นปฐมปาราชิกสมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “แม่เจ้า ชายผู้นั้น
จะกำหนัดหรือไม่กำหนัดก็ตาม ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะท่านไม่กำหนัด นิมนต์เถิด
แม่เจ้า ชายผู้นั้นจะถวายสิ่งใดเป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตามแก่ท่าน ท่านจงรับ
ประเคนของนั้นด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด” ดังนี้ เป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีรูปหนึ่ง
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีรูปหนึ่งส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “แม่เจ้า ชายผู้นั้น
จะกำหนัดหรือไม่กำหนัดก็ตาม ก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะท่านไม่กำหนัด
นิมนต์เถิด แม่เจ้า ชายผู้นั้นจะถวายสิ่งใดเป็นของเคี้ยวหรือของฉันก็ตามแก่ท่าน
ท่านจงรับประเคนของนั้นด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๓ สมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีผู้โกรธ ไม่พอใจ ไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่ง
สงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีจัณฑกาลี
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีจัณฑกาลีโกรธไม่พอใจกล่าวอย่างนี้ว่า “ดิฉันขอบอก
คืนพระพุทธ บอกคืนพระธรรม บอกคืนพระสงฆ์ บอกคืนสิกขา”
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีผู้ถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์บางเรื่องโกรธ ไม่
ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีจัณฑกาลี
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีจัณฑกาลีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์บางเรื่อง
โกรธไม่พอใจ กล่าวอย่างนี้ว่า “พวกภิกษุณีลำเอียงเพราะชอบ พวกภิกษุณีลำเอียง
เพราะชัง พวกภิกษุณีลำเอียงเพราะหลง พวกภิกษุณีลำเอียงเพราะกลัว”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีทั้งหลายคลุกคลีกัน ไม่ยอมสละกรรม จน
กระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีหลายรูป
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีหลายรูป อยู่คลุกคลีกัน
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน ฯลฯ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติสังฆาทิเสส เพราะภิกษุณีส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “แม่เจ้าทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่” ยังไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวด
สมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภภิกษุณีถุลลนันทา
ถาม : เพราะเรื่องอะไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุณีถุลลนันทาส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “แม่เจ้าทั้งหลาย
ขอท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่”
ในสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ
๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน เป็นธุรนิกเขปสมุฏฐาน
ฯลฯ
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น
ทรงบัญญัติปาฏิเทสนียะ เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉันเป็นปัจจัย ณ ที่ไหน
ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี
ถาม : ทรงปรารภใคร
ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์
ถาม : เพราะเรื่องอะไร
ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน
ในปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘ นั้นมี ๑ พระบัญญัติ ๑ พระอนุบัญญัติ บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิด
ทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
(๓) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๔) เกิดทางกายวาจากับจิต
ฯลฯ
กัตถปัญญัตติวารที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๒. กตาปัตติวาร
วาระว่าด้วยต้องอาบัติเท่าไร
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบจำนวนอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๔๙] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่าง คือ
๑. ภิกษุณีผู้กำหนัด ยินดีการถูกต้องบริเวณใต้รากขวัญลงมา เหนือ
หัวเข่าขึ้นไปของชายผู้กำหนัด ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ภิกษุใช้กายจับต้องกาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓. ภิกษุใช้กายจับต้องของที่เนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๔. ภิกษุใช้ของที่เนื่องด้วยกายจับต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ
๕. ภิกษุใช้นิ้วจี้กัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เพราะยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่างเหล่านี้
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๖
ถาม : เพราะปกปิดโทษเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะปกปิดโทษเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๔ อย่าง คือ
๑. ภิกษุณีรู้อยู่ว่าภิกษุณีต้องธรรมคือปาราชิกปกปิดไว้ ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ภิกษุณีสงสัยปกปิดไว้ ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ภิกษุปกปิดอาบัติสังฆาทิเสส ต้องอาบัติปาจิตตีย์
๔. ภิกษุปกปิดอาจารวิบัติ ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะปกปิดโทษเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๒๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๗
ถาม : เพราะไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง
เป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง
เป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่าง คือ
๑. ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ไม่ยอมสละ
กรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง จบญัตติ ต้อง
อาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติปาราชิก
๔. ภิกษุณีประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่ง
สงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๕. ไม่ยอมสละทิฏฐิบาป จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เพราะไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นปัจจัย
ต้องอาบัติ ๕ อย่างเหล่านี้
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. ภิกษุณีที่ชายสั่งว่า “จงมายังที่ชื่อนี้” แล้วเดินไป ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. พอย่างเข้าสู่ช่วงแขนของชาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการ ต้องอาบัติปาราชิก
เพราะทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๓ อย่างเหล่านี้
ปาราชิก ๘ สิกขาบท จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๐ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
จำนวนอาบัติในสังฆาทิเสสกัณฑ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑
[๒๕๐] เพราะภิกษุณีผู้ก่อคดีพิพาทเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. บอกเรื่องของคนหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. บอกเรื่องของคนที่สอง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. เมื่อศาลตัดสินแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒
เพราะบวชให้สตรีผู้เป็นโจร ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓
เพราะภิกษุณีเข้าไปสู่ละแวกบ้านรูปเดียว ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. กำลังเดินไป ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ย่างเท้าก้าวที่ ๑ เข้าสู่บริเวณรั้ว ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. ย่างเท้าก้าวที่ ๒ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
เพราะภิกษุณีเรียกภิกษุณีที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรม โดยธรรม
โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ให้กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๕
เพราะภิกษุณีกำหนัด รับของเคี้ยวหรือของฉัน จากมือชายผู้กำหนัดด้วยมือ
ของตนแล้วฉัน ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะเคี้ยว จะฉัน” ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๒. ฉัน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ทุก ๆ คำกลืน
๓. รับประเคนน้ำและไม้ชำระฟัน ต้องอาบัติทุกกฏ
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖
เพราะภิกษุณีส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “แม่เจ้า ชายผู้นี้จะกำหนัดหรือไม่กำหนัด
ก็ตาม ก็ทำอะไรท่านไม่ได้ เพราะท่านไม่กำหนัด นิมนต์เถิดแม่เจ้า ชายผู้นี้จะถวาย
สิ่งใด จะเป็นของเคี้ยว หรือของฉันก็ดีแก่ท่าน ท่านจงรับประเคนของนั้นด้วยมือของ
ตนแล้วเคี้ยวหรือฉันเถิด” ดังนี้ ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. รับประเคนตามคำของภิกษุณีนั้นด้วยตั้งใจว่าจะเคี้ยวจะฉัน ต้องอาบัติ
ทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติถุลลัจจัย ทุก ๆ คำกลืน
๓. ฉันเสร็จแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๗
เพราะภิกษุณีผู้โกรธ ไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ
๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๒. กตาปัตติวาร ๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๘
เพราะภิกษุณีผู้ถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์บางเรื่อง โกรธ ไม่ยอมสละกรรม
จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๙
เพราะภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน ไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์
ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐
เพราะภิกษุณีส่งเสริมกล่าวชักชวนว่า “น้องหญิงทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงอยู่
คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่” ไม่ยอมสละกรรม จนกระทั่งสงฆ์สวดสมนุภาสน์ครบ
๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๓ อย่าง คือ
๑. จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย
๓. จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
สังฆาทิเสส ๑๐ สิกขาบท จบ
ฯลฯ
(พึงขยายความเหมือนข้างต้น ปัจจัยเท่านั้นที่เป็นเหตุให้ต่างกัน)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๓. วิปัตติวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
จำนวนอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่างเหล่านี้
กตาปัตติวารที่ ๒ จบ
๓. วิปัตติวาร
วาระว่าด้วยเป็นวิบัติ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบวิบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๑] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาวิบัติ
๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง
จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๔. สังคหวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบวิบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาวิบัติ
๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาวิบัติ
๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๑ อย่าง คือ อาจารวิบัติ
วิปัตติวารที่ ๓ จบ
๔. สังคหวาร
วาระว่าด้วยการจัดเข้ากองอาบัติ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบจัดกองอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๒] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดากองอาบัติ
๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดากองอาบัติ ๗ กอง
จัดเข้ากองอาบัติ ๕ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาราชิก (๒) กองอาบัติสังฆาทิเสส
(๓) กองอาบัติถุลลัจจัย (๔) กองอาบัติปาจิตตีย์ (๕) กองอาบัติทุกกฏ
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๕. สมุฏฐานวารร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบจัดกองอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดากอง
อาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดา
กองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๒ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาฏิเทสนียะ
(๒) กองอาบัติทุกกฏ
สังคหวารที่ ๔ จบ
๕. สมุฏฐานวาร
วาระว่าด้วยสมุฏฐาน
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมุฏฐานในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๓] ถาม : เพราะภิกษุณียินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณียินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมุฏฐาน
แห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายกับจิต
มิใช่เกิดทางวาจา
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๖. อธิกรณวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมุฏฐานอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมุฏฐาน
แห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดา
สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ อย่าง คือ (๑) เกิดทางกาย
มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
(๓) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๔) เกิดทางกายวาจากับจิต
สมุฏฐานวารที่ ๕ จบ
๖. อธิกรณวาร
วาระว่าด้วยการจัดเป็นอธิกรณ์
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบอธิกรณ์ในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๔] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาอธิกรณ์
๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง
จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๗. สมถวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบอธิกรณ์ในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาอธิกรณ์
๔ อย่าง จัดเป็นอธิกรณ์ไหน
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาอธิกรณ์
๔ อย่าง จัดเป็นอาปัตตาธิกรณ์
อธิกรณวารที่ ๖ จบ
๗. สมถวาร
วาระว่าด้วยการระงับด้วยสมถะ
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมถะในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๕] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกาย อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมถะ ๗
อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ
(๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๘. สมุจจยวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสมถะในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน อาบัติทั้งหลาย บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) ปฏิญญาตกรณะ
(๓) สัมมุขาวินัยกับติณวัตถารกะ
สมถวารที่ ๗ จบ
๘. สมุจจยวาร
วาระว่าด้วยการสรุปรวม
๑. ปาราชิกกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสรุปรวมอาบัติในปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๕
[๒๕๖] ถาม : เพราะยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะยินดีการถูกต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่าง คือ
๑. ภิกษุณีผู้กำหนัด ยินดีการถูกต้องบริเวณใต้รากขวัญลงมา เหนือ
หัวเข่าขึ้นไป ของชายผู้กำหนัด ต้องอาบัติปาราชิก
๒. ภิกษุใช้กายจับต้องกาย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
๓. ภิกษุใช้กายจับต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๓๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๘. สมุจจยวาร ๑. ปาราชิกกัณฑ์
๔. ภิกษุใช้ของที่เนื่องด้วยกายจับต้องของเนื่องด้วยกาย ต้องอาบัติทุกกฏ
๕. ภิกษุใช้นิ้วจี้กัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
เพราะยินดีการจับต้องกายเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ อย่างเหล่านี้
ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดากอง
อาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง เป็นอธิกรณ์ไหน บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๒ อย่าง คือ
(๑) สีลวิบัติ (๒) อาจารวิบัติ
บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๕ กอง คือ (๑) กองอาบัติปาราชิก
(๒) กองอาบัติสังฆาทิเสส (๓) กองอาบัติถุลลัจจัย (๔) กองอาบัติปาจิตตีย์
(๕) กองอาบัติทุกกฏ
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๑ สมุฏฐาน คือ
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง เป็นอาปัตตาธิกรณ์
บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ
ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๐ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุนีวิภังค์] ๘. สมุจจยวาร ๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
๕. ปาฏิเทสนียกัณฑ์
คำถาม - คำตอบสรุปรวมอาบัติในปาฏิเทสนียกัณฑ์
ฯลฯ
ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๘
ถาม : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติเท่าไร
ตอบ : เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ
๑. รับประเคนด้วยตั้งใจว่า “จะฉัน” ต้องอาบัติทุกกฏ
๒. ฉัน ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ทุก ๆ คำกลืน
เพราะภิกษุณีออกปากขอนมเปรี้ยวมาฉัน ต้องอาบัติ ๒ อย่างเหล่านี้
ถาม : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติเท่าไร บรรดากอง
อาบัติ ๗ กองจัดเข้ากองอาบัติเท่าไร บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน
เกิดด้วยสมุฏฐานเท่าไร บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง เป็นอธิกรณ์อะไร บรรดาสมถะ
๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะเท่าไร
ตอบ : อาบัติเหล่านั้น บรรดาวิบัติ ๔ อย่าง จัดเป็นวิบัติ ๑ อย่าง คือ
อาจารวิบัติ บรรดากองอาบัติ ๗ กอง จัดเข้ากองอาบัติ ๒ กอง คือ (๑) กองอาบัติ
ปาฏิเทสนียะ (๒) กองอาบัติทุกกฏ
บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๔ สมุฏฐาน คือ
(๑) เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับวาจา มิใช่
เกิดทางจิต (๓) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา (๔) เกิดทางกายวาจากับจิต
บรรดาอธิกรณ์ ๔ อย่าง เป็นอาปัตตาธิกรณ์
บรรดาสมถะ ๗ อย่าง ระงับด้วยสมถะ ๓ อย่าง คือ (๑) สัมมุขาวินัย
(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) สัมมุขาวินัยและติณวัตถารกะ
สมุจจยวารที่ ๘ จบ ๘ ปัจจยวาร จบ
โสฬสมหาวารในภิกขุนีวิภังค์ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] สมุฏฐานสีสสังเขป
๓. สมุฏฐานสีสสังเขป
ว่าด้วยการย่อหัวข้อสมุฏฐาน
[๒๕๗] สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา๑
เมื่อดวงจันทร์คือพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น
เมื่อดวงอาทิตย์คือพระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา
เพียงชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้น ก็ยังไม่มีใครรู้จัก
พระมหาธีรเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเป็นดวงตา
ทรงทำทุกกรกิริยาหลายอย่าง
บำเพ็ญพระบารมีแล้วเสด็จอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นไปพร้อมทั้งพรหมโลก
พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมอันกำจัดเสียซึ่งทุกข์นำมาซึ่งความสุข
พระอังคีรสศากยมุนีทรงเป็นผู้อนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์ทุกถ้วนหน้า
พระองค์ผู้ทรงอุดมกว่าสรรพสัตว์ดุจราชสีห์
ทรงแสดงพระไตรปิฎก คือ พระสุตตันตะ
พระอภิธรรม พระวินัย ซึ่งมีคุณมาก
พระสัทธรรมจะเป็นไปได้ หากพระวินัยคืออุภโตวิภังค์
ขันธกะและมาติกายังดำรงอยู่
พระวินัยท่านร้อยกรองไว้ด้วยคัมภีร์ปริวาร
เหมือนดอกไม้ร้อยด้วยเส้นด้าย
สมุฏฐานแห่งคัมภีร์ปริวารนั่นแล ท่านจัดไว้แน่นอนแล้ว
ความเจือปน นิทานและสิ่งอื่น จะปรากฏในพระสูตรข้างหน้า
เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
ต้องการศึกษาพระธรรมก็พึงศึกษาคัมภีร์ปริวารเถิด

เชิงอรรถ :
๑ ที่ท่านนำสิ่งที่เป็นบัญญัติมาวินิจฉัยว่า “เป็นอนัตตา” ร่วมกับพระนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถธรรมนั้น เพราะ
ว่าต่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน (วิมติ.ฏีกา ๒/๒๕๗/๓๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
สมุฏฐาน ๑๓
ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีย่อมสวดสิกขาบท
ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒
ข้าพเจ้าจะกล่าวสมุฏฐานตามที่รู้มา
ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าเถิด
ปฐมปาราชิกสิกขาบท ทุติยปาราชิกสิกขาบท
ถัดจากนั้น สัญจริตสิกขาบท สมนุภาสนสิกขาบท
อติเรกจีวรสิกขาบท เอฬกโลมสิกขาบท
ปทโสธัมมสิกขาบท ภูตาโรจนสิกขาบท
สังวิธานสิกขาบท เถยยสัตถสิกขาบท
เทสนาสิกขาบท โจรีวุฏฐานปนสิกขาบท
รวมกับการบวชสตรีที่บิดามารดาหรือสามีไม่อนุญาต
รวมเป็นสมุฏฐาน ๑๓ ในอุภโตวิภังค์นี้
นัยแห่งสมุฏฐานทั้ง ๑๓ นี้วิญญูชนทั้งหลายคิดกันแล้ว
ย่อมปรากฏคล้ายคลึงกัน ในแต่ละสมุฏฐาน
๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
[๒๕๘] สิกขาบทว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม
สิกขาบทว่าด้วยการจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน
สิกขาบทว่าด้วยการถูกต้องกายกับมาตุคาม
อนิยตสิกขาบทที่หนึ่ง
สิกขาบทว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน
สิกขาบทว่าด้วยการฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้จัดเตรียม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน
สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในที่ลับกับภิกษุณี
สิกขาบทว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงในที่ที่มีคน ๒ คน
สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในที่ลับ ๒ สิกขาบท
สิกขาบทว่าด้วยการใช้นิ้วมือจี้กันและกัน
สิกขาบทว่าด้วยการเล่นน้ำ
สิกขาบทว่าด้วยการทำร้ายเพื่อนภิกษุ
สิกขาบทว่าด้วยการเงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นทำทีว่าจะทำร้าย
เสขิยวัตร ๕๓ สิกขาบท
สิกขาบทว่าด้วยการยินดีการที่ชายจับต้องที่บริเวณเหนือเข่าขึ้นไป
สิกขาบทว่าด้วยการเข้าละแวกหมู่บ้านตามลำพัง
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีกำหนัดรับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด
สิกขาบทว่าด้วยการใช้ฝ่ามือตบองค์กำเนิด
สิกขาบทว่าด้วยการใช้ท่อนยาง
สิกขาบทว่าด้วยการใช้น้ำชำระ
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีจำพรรษาแล้วไม่หลีกจาริกไป
สิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาท
สิกขาบทว่าด้วยการไม่ติดตามปวัตตินี
รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗๖ สิกขาบท
ท่านจัดไว้เป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน
ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่งเหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท ฉะนั้น
ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
[๒๕๙] สิกขาบทว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
สิกขาบทว่าด้วยการพรากกายมนุษย์
สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม
สิกขาบทว่าด้วยการพูดเกี้ยวหญิง
สิกขาบทว่าด้วยการใช้บำเรอความใคร่ของตน
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะใส่ความภิกษุ
ด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล
สิกขาบทว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะอ้างเอา
บางส่วนแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่น
อนิยตสิกขาบทที่สอง
จีวรอัจฉินทนสิกขาบท ว่าด้วยการให้จีวรแล้วชิงเอาคืน
ปริณตสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภ
มุสาวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเท็จ
โอมสวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเสียดสี
เปสุญญสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวส่อเสียด
ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท ว่าด้วยการบอกอาบัติชั่วหยาบ
ปฐวีขณนสิกขาบท ว่าด้วยการขุดดิน
ภูตคามสิกขาบท ว่าด้วยการพรากภูตคาม
อัญญวาทกสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวกลบเกลื่อน
อุชฌาปนสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวให้เพ่งโทษ
นิกกัฑฒนสิกขาบท ว่าด้วยการฉุดลากออก
สิญจนสิกขาบท ว่าด้วยการเอาน้ำรดหญ้าและดิน๑
อามิสสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่อามิส

เชิงอรรถ :
๑ คือสัปปาณกสิกขาบท ว่าด้วยสิ่งมีชีวิต วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๓๙/๓๑๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
ภุตตาวีสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุฉันแล้ว๑
เอหิสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนว่ามาเถิด๒
อนาทริยสิกขาบท ว่าด้วยความไม่เอื้อเฟื้อต่อคำตักเตือน
ภิงสาปนสิกขาบท ว่าด้วยการทำให้ตกใจ
อปนิธานสิกขาบท ว่าด้วยการซ่อนบริขาร๓
ชีวิตสิกขาบท ว่าด้วยความจงใจปลงชีวิตสัตว์๔
ชานสัปปาณกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุรู้อยู่บริโภคน้ำที่มีสัตว์มีชีวิต๕
กัมมสิกขาบท ว่าด้วยการรื้อกรรมขึ้นมาพิจารณาใหม่๖
อูนวีสติวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการอุปสมบทให้บุคคลมี
อายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี
สังวาสสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม๗
นาสนสิกขาบท ว่าด้วยสมณุทเทสชื่อกัณฏกะถูกสงฆ์นาสนะ
สหธัมมิกสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวตักเตือนผู้ร่วมประพฤติธรรม
โดยชอบธรรม
วิเลขนสิกขาบท ว่าด้วยความยุ่งยากแห่งสิกขาบท
โมหนสิกขาบท ว่าด้วยการทำให้ผู้อื่นหลง
อมูลกสิกขาบท ว่าด้วยการใส่ความด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล
กุกกุจจสิกขาบท ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญ๘
ธัมมิกสิกขาบท ว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อกรรมที่ถูกต้อง๙

เชิงอรรถ :
๑ คือ ทุติยปวารณาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกห้ามภัตตาหาร วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๔๒/๓๙๙
๒ คือ อุยโยชนสิกขาบท ว่าด้วยการส่งกลับ วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๗๔/๔๒๓
๓ คือ จีวรอปนิธานสิกขาบท ว่าด้วยการซ่อนจีวร วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๗๗/๔๙๗
๔ คือ สัญจิจจสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๘๒/๕๐๑
๕ คือ สัปปาณกสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๘๗/๕๐๔
๖ คือ อุกโกฏนสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๙๒/๕๐๖
๗ คือ อุกขิตตสัมโภคสิกขาบท ว่าด้วยการคบหา วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓/๕๓๒
๘ คือ สัญจิจจสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๔/๕๖๕
๙ คือ กัมมปฏิพาหนสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านกรรมที่ถูกต้อง วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๗๔/๕๗๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน
(จีวรทัตวาสิกขาบท ว่าด้วยการให้จีวรแล้วติเตียน)๑
ปริณามนสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภที่เป็นของสงฆ์ไปเพื่อบุคคล
กินเตสิกขาบท ว่าด้วยการทำอะไรท่านได้๒
อกาลสิกขาบท ว่าด้วยการอธิษฐานอกาลจีวรเป็นกาลจีวร๓
อัจฉินทสิกขาบท ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนจีวรแล้วชิงเอาคืน๔
ทุคคหิตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าใจผิด
นิรยสิกขาบท ว่าด้วยการสาปแช่งด้วยนรก๕
คณสิกขาบท ว่าด้วยการทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ
วิภังคสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรม
ทุพพลสิกขาบท ว่าด้วยการหวังจีวรที่เลื่อนลอย
กฐินสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านการเดาะกฐินที่ชอบธรรม
อผาสุสิกขาบท ว่าด้วยการก่อความไม่ผาสุก
อุปัสสยสิกขาบท ว่าด้วยการให้ที่อยู่แล้วฉุดลากออก
อักโกสสิกขาบท ว่าด้วยการด่าภิกษุ
จัณฑีสิกขาบท ว่าด้วยการขึ้งเคียดบริภาษคณะ
มัจฉรีสิกขาบท ว่าด้วยความหวงตระกูล
คัพภินีสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีครรภ์
ปายันตีสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้มีลูกยังดื่มนม
เทฺววัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษา
และผู้ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี

เชิงอรรถ :
๑ แปลตามเชิงอรรถและตามคำอธิบายในอรรถกถา (วิ.อ. ๓/๒๕๙/๔๒๖) คือ ทัพพสิกขาบท ว่าด้วยการ
ถวายจีวรแก่พระทัพพมัลลบุตร วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๘๔/๕๗๗
๒ คือ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด วิ.ภิกฺขุนี. (แปล)
๓/๗๐๔/๔๘
๓ สิกขาบทที่ ๒ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๓๘/๘๒
๔ สิกขาบทที่ ๓ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๔๓/๘๖
๕ สิกขาบทที่ ๙ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๗๔/๑๗๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน
คิหิคตาสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีที่มีครอบครัว ๓ สิกขาบท๑
กุมารีภูตสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้กุมารี ๓ สิกขาบท๒
อูนทวาทสวัสสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒
เป็นปวัตตินี
อสัมมตาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ เป็นปวัตตินี
แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ
อลันตาวสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีที่สงฆ์ห้ามว่าอย่าเลย๓
โสกาวัสสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีผู้ทำชายให้ระทมโศก
ฉันทสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาด้วยการให้ปาริวาสิกฉันทะ
อนุวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาทุก ๆ ปี
วัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาปีละ ๒ รูป
รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗๐ สิกขาบท จัดเป็น ๓ สมุฏฐาน
คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓
เหมือนทุติยปาราชิกสิกขาบท ฉะนั้น
ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน จบ
๓. สัญจริตตสมุฏฐาน
[๒๖๐] สัญจริตสิกขาบท ว่าด้วยการชักสื่อ
กุฏิการสิกขาบท ว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี
วิหารการสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหาร
โธวนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ซักจีวรเก่า
ปฏิคคหสิกขาบท ว่าด้วยการรับจีวร

เชิงอรรถ :
๑ สิกขาบทที่ ๕-๖-๗ แห่งคัพภินีวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๐๙๐/๓๐๕,๑๐๙๕/๓๐๘,๑๑๐๐/๓๑๒
๒ สิกขาบทที่ ๑-๒-๓ แห่งกุมารีภูตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๑๑๙/๓๒๒,๑๑๒๔/๓๒๕,๑๑๓๐/๓๒๙
๓ สิกขาบทที่ ๖ แห่งกุมารีภูตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๑๔๖/๓๓๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน
วิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ
ตตุตตริสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอจีวรเกิน
อุภินนสิกขาบท ว่าด้วยคนตระเตรียมทรัพย์เป็นค่าจีวร ๒ สิกขาบท๑
ทูตกสิกขาบท ว่าด้วยทรัพย์เป็นค่าจีวรที่พระราชาเป็นต้น
ให้ทูตนำมาถวาย
โกสิยสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม
สุทธกาฬกสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน
เทฺวภาคสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน
ฉัพพัสสสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี
นิสีทนสันถตสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตสำหรับรองนั่ง
ริญจันติสิกขาบท ว่าด้วยการละเลยอุทเทส๒
รูปิยสิกขาบท ว่าด้วยการรับรูปิยะ
นานัปปการกสิกขาบท ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนกันด้วยรูปิยะ
และการซื้อขายมีประการต่าง ๆ
อูนพันธนสิกขาบท ว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อมหย่อนกว่า ๕ แห่ง
วัสสิกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยผ้าอาบน้ำฝน
สุตตสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอด้าย
วิกัปปนสิกขาบท ว่าด้วยการกำหนดชนิดจีวร๓
ทวารสิกขาบท ว่าด้วยการติดตั้งบานประตูใกล้วงกบประตู๔
ทานสิกขาบท ว่าด้วยการถวายจีวร
สิพพินีสิกขาบท ว่าด้วยการเย็บจีวรให้ภิกษุณี
ปูวสิกขาบท ว่าด้วยทายกนำขนมมาปวารณา๕

เชิงอรรถ :
๑ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งจีวรวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๒๗/๕๑,๕๓๒/๕๗
๒ เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ภิกษุณีซักขนเจียม(จนละเลยอุทเทส) แห่งโกสิยวรรค วิ.มหา.
(แปล) ๒/๕๗๖/๑๐๑
๓ มหาเปสการสิกขาบท ว่าด้วยการส่งช่างหูกทอจีวร แห่งปัตตวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๔๑/๑๖๑
๔ มหัลลกวิหารสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่ แห่งภูตคามวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๓๔/๓๐๙
๕ กาณมาตุสิกขาบท ว่าด้วยมารดาของนางกาณา แห่งโภชนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๓๐/๓๘๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๔๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน
ปัจจยสิกขาบท ว่าด้วยการยินดีการปวารณาด้วยปัจจัย๑
โชติกสิกขาบท ว่าด้วยการก่อไฟผิง
รตนสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บรตนะที่เจ้าของลืมไว้
สูจิฆรสิกขาบท ว่าด้วยการทำกล่องเข็มด้วยกระดูกเป็นต้น
มัญจปีฐสิกขาบท ว่าด้วยการทำเตียงและตั่ง
ตูโลนัทธสิกขาบท ว่าด้วยการทำเตียงตั่งหุ้มนุ่น
นิสีทนสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้ารองนั่ง
กัณฑุปฏิจฉาทิสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้าปิดฝี
วัสสิกสาฏิกาสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้าอาบน้ำฝน
สุคตสิกขาบท ว่าด้วยท่านพระนันทะทำจีวรมีขนาดเท่าสุคตจีวร
วิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้ว
ออกปากขอของอย่างอื่น
อัญญเจตาปนสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งให้ซื้อของอย่างอื่น
สังฆิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาคแก่สงฆ์ ๒ สิกขาบท๒
มหาชนิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาค
แก่ภิกษุณีจำนวนมาก ๒ สิกขาบท๓
ปุคคลิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาคแก่บุคคล
ครุสิกขาบท ว่าด้วยการขอผ้าห่มหนา
ลหุกสิกขาบท ว่าด้วยการขอผ้าห่มบาง
วิฆาสสิกขาบท ว่าด้วยการทิ้งของเป็นเดน ๒ สิกขาบท๔
อุทกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาด
สมณจีวรสิกขาบท ว่าด้วยการให้สมณะจีวรแก่ผู้มิใช่ภิกษุณี

เชิงอรรถ :
๑ มหานามสิกขาบท ว่าด้วยพระเจ้ามหานามศากยะ แห่งอเจลกวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๐๓/๔๔๕
๒ สิกขาบทที่ ๖-๗ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๕๘/๙๘,๗๖๓/๑๐๒
๓ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๖๘/๑๐๖,๗๗๓/๑๑๐
๔ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งลสุณวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๒๔/๑๔๖,๘๒๘/๑๔๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๐ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน
ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้ รวม ๕๐ สิกขาบท เกิดด้วย ๖ สมุฏฐาน
คือ เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓
อนึ่ง สิกขาบทเหล่านี้ มี ๖ สมุฏฐาน เช่นกับสัญจริตตสิกขาบท
สัญจริตตสมุฏฐาน จบ
๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน
[๒๖๑] เภทสิกขาบท ว่าด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน
อนุวัตตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประพฤติตาม
กล่าวสนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์
ทุพพจสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายาก
ทูสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล
ทุฏฐุลลสิกขาบท ว่าด้วยการปกปิดอาบัติชั่วหยาบ
ทิฏฐิสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ยอมสละทิฏฐิ๑
ฉันทสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ให้ฉันทะแล้วไปเสีย
อุชชัคฆิกสิกขาบท ว่าด้วยการหัวเราะดังในบ้าน ๒ สิกขาบท
สัททสิกขาบท ว่าด้วยการพูดเสียงเบาในบ้าน ๒ สิกขาบท
นพยาหรสิกขาบท ว่าด้วยการไม่พูดขณะมีคำข้าวอยู่ในปาก
ฉมาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุนั่งที่พื้นจักไม่แสดงธรรม
แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งบนอาสนะ
นีจาสนสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุนั่งบนอาสนะต่ำจักไม่แสดงธรรม
แก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งบนอาสนะสูง

เชิงอรรถ :
๑ อุกขิตสัมโภคสิกขาบท ว่าด้วยการคบหาภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓/๕๓๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๑ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน
ฐานสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุยืนอยู่จักไม่แสดงธรรม
แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่
ปัจฉโตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเดินอยู่ข้างหลังจักไม่แสดงธรรม
แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้เดินไปข้างหน้า
อุปปเถนสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรม
แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้เดินไปในทาง
วัชชสิกขาบท ว่าด้วยการปกปิดโทษ๑
อนุวัตติสิกขาบท ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูก
สงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม
คหณสิกขาบท ว่าด้วยการยินดีการจับมือของชายเป็นต้น
โอสาเรสิกขาบท ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่
ปัจจาจิกขนาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัย
กัสมิงสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์หนึ่ง
สังสัฏฐาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีกับภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน
วธิสิกขาบท ว่าด้วยการร้องไห้ทุบตีตนเอง
วิสิพพสิกขาบท ว่าด้วยการเลาะจีวรแล้วไม่เย็บ
ทุกขิตาสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ใส่ใจดูแลเพื่อนภิกษุณี
ปุนสังสัฏฐาสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์
นวูปสมสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ช่วยระงับอธิกรณ์
อารามสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าอารามโดยไม่บอก
ปวารณาสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
อันวัฑฒมาสสิกขาบท ว่าด้วยพึงหวังธรรม ๒ อย่างทุกกึ่งเดือน
สหชีวินีสิกขาบท ว่าด้วยการไม่อนุเคราะห์สหชีวินีตลอด ๒ ปี
จีวรสิกขาบท ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ถวายจีวรแล้วไม่บวชให้
อนุพันธนาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ติดตาม
ตลอด ๒ ปี แล้วไม่บวชให้

เชิงอรรถ :
๑ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๖๖๔/๑๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๒ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๕. กฐินสมุฏฐาน
ธรรม คือ สิกขาบทเหล่านี้ รวม ๓๗ สิกขาบท
เกิดทางกายวาจากับจิต ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่ง
เหมือนสมนุภาสนสิกขาบท
สมนุภาสนาสมุฏฐาน จบ
๕. กฐินสมุฏฐาน
[๒๖๒] อุพภตกฐินสิกขาบท ว่าด้วยกฐินเดาะ ๓ สิกขาบท๑
ปฐมปัตตสิกขาบท ว่าด้วยบาตรสิกขาบทที่ ๑
เภสัชชสิกขาบท ว่าด้วยเภสัช อัจเจกสิกขาบท ว่าด้วยอัจเจกจีวร
สาสังกสิกขาบท ว่าด้วยเสนาสนะป่าที่น่าหวาดระแวง
ปักกมันตสิกขาบท ว่าด้วยเมื่อจะจากไป ๒ สิกขาบท๒
อุปัสสยสิกขาบท ว่าด้วยการไปสั่งสอนภิกษุณีถึงที่สำนัก
ปรัมปรสิกขาบท ว่าด้วยการฉันปรัมปรโภชนะ
อนติริตตสิกขาบท ว่าด้วยการฉันของฉันที่ไม่เป็นเดน๓
นิมันตนาสิกขาบท ว่าด้วยการได้รับนิมนต์๔
วิกัปปสิกขาบท ว่าด้วยการวิกัปจีวร
รัญโญสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปในตำหนักที่บรรทมของพระราชา๕
วิกาลสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านในเวลาวิกาล
โวสาสสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ห้ามภิกษุณีผู้คอยบงการ

เชิงอรรถ :
๑ ปฐมกฐินสิกขาบทที่ ๑ อุทโทสิตสิกขาบทที่ ๒ ตติยกฐินสิกขาบทที่ ๓ แห่งจีวรวรรค วิ.มหา. (แปล)
๒/๔๕๙/๑,๔๗๑/๙,๔๙๗/๑๙
๒ ปฐมเสนาสนสิกขาบท ทุติยเสนาสนสิกขาบท แห่งภูตคามวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๐๘/๒๙๑,๑๑๔/
๒๙๕
๓ ปฐมปวารณาสิกขาบท แห่งโภชนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๓๖/๓๙๓
๔ จาริตตสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๙๔/๔๓๗
๕ อันเตปุรสิกขาบทที่ ๑ แห่งรตนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๙๔/๕๘๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๓ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน
อารัญญกสิกขาบท ว่าด้วยการรับของเคี้ยวในเสนาสนะป่า๑
อุสูยาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีก่อคดีพิพาท
สันนิจยสิกขาบท ว่าด้วยการสะสมบาตร
ปูเรภัตตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาก่อนฉันภัตตาหาร๒
ปัจฉาภัตตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาหลังฉันภัตตาหาร
วิกาลสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาวิกาล๓
ปัญจาหิกสิกขาบท ว่าด้วยการให้วาระผลัดเปลี่ยนสังฆาฏิ
มีกำหนดระยะเวลา ๕ วันล่วงเลยไป
สังกมนีสิกขาบท ว่าด้วยการห่มจีวรสับเปลี่ยนกัน
อาวสถสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้ว
ไม่สละและว่าด้วยการไม่สละที่พัก
ปสาขสิกขาบท ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้า
อาสนสิกขาบท ว่าด้วยการนั่งบนอาสนะ
โดยไม่ขอโอกาสก่อน ธรรม คือสิกขาบทเหล่านี้
รวม ๒๙ สิกขาบท เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
และเกิดทางทวารทั้ง ๓ ทุกสิกขาบท มี ๒ สมุฏฐาน
เหมือนกับกฐินสิกขาบท
กฐินสมุฏฐาน จบ
๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน
[๒๖๓] เอฬกสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม
เสยยสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการนอนร่วมกัน๔

เชิงอรรถ :
๑ จตุตถปฏิเทสนียสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๗๐/๖๔๒
๒ สิกขาบทที่ ๕ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๕๔/๑๖๗
๓ สิกขาบทที่ ๗ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๖๔/๑๗๓
๔ สหเสยยสิกขาบทที่ ๕ ทุติยสหเสยยสิกขาบทที่ ๖ แห่งมุสาวาทวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๙/๒๓๗,๕๕/
๒๔๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๔ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน
อาหัจจปาทกสิกขาบท ว่าด้วยเรื่องเตียงตั่งมีขาจดแม่แคร่๑
ปิณฑโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันภัตตาหารในที่พักแรม
คณโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันคณโภชนะ
วิกาลโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันโภชนในเวลาวิกาล
สันนิธิการกสิกขาบท ว่าด้วยการสะสมโภชนะ
ทันตโปนสิกขาบท ว่าด้วยการรับประเคนอาหารนอกจากน้ำและไม้ชำระฟัน
อเจลกสิกขาบท ว่าด้วยนักบวชเปลือยกาย
อุยยุตตสิกขาบท ว่าด้วยกองทัพที่เคลื่อนขบวนออกรบ
อุยโยธิกสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูสนามรบ
สุราปานสิกขาบท ว่าด้วยการดื่มสุราและเมรัย
โอเรนนหายนสิกขาบท ว่าด้วยยังไม่ถึงครึ่งเดือนอาบน้ำ
ทุพพัณณสิกขาบท ว่าด้วยการทำจีวรใหม่ให้เสียสี
ปาฏิเทสนียสิกขาบท ๒ สิกขาบท๒
ลสุณสิกขาบท ว่าด้วยการขอกระเทียม
อุปติฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการปรนนิบัติ
นัจจาสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูการฟ้อนรำ
นาหนสิกขาบท ว่าด้วยการเปลือยกายอาบน้ำ
เอกัตถรณปาปุรณสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าผืนเดียว
เป็นทั้งผ้าปูนอนเป็นทั้งผ้าห่ม
เสยยสิกขาบท ว่าด้วยการนอนบนเตียงเดียวกัน
อันโตรัฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายในรัฐ
พหิรัฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่
ที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐ

เชิงอรรถ :
๑ ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔ แห่งภูตคามวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๐๘/๒๙๑
๒ ปฐมปาฎิเทสนียสิกขาบท และตติยปาฏิเทสนียสิกขาบท เป็นเอฬกโลมสมุฏฐาน วิ.อ. ๒/๕๕๖/๔๔๓,
๕๖๙/๔๔๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๕ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน
อันโตวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา
จิตตาคารสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูหอจิตรกรรม
อาสันทิสิกขาบท ว่าด้วยใช้ตั่งยาว
สุตตกันตนาสิกขาบท ว่าด้วยการกรอด้าย
เวยยาวัจจสิกขาบท ว่าด้วยการช่วยทำการขวนขวาย
สหัตถาสิกขาบท ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวด้วยมือตน
อภิกขุกาวาสสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ
ฉัตตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีผู้ไม่เป็นไข้กั้นร่มและสวมรองเท้า
ยานสิกขาบท ว่าด้วยการเดินทางด้วยยานพาหนะ
สังฆาณิสิกขาบท ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับเอว
อลังการสิกขาบท ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับของสตรี
คันธสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ของหอม
วาสิตสิกขาบท ว่าด้วยการใช้แป้งอบกลิ่น
ภิกขุนีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ภิกษุณีให้บีบนวด
สิกขมานาสิกขาบท ว่าด้วยการใช้สิกขมานาให้บีบนวด
สามเณรีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้สามเณรีให้บีบนวด
คิหินีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้คฤหัสถ์หญิงให้บีบนวด
อสังกัจฉิกาสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านโดยไม่มีผ้ารัดถัน
รวมเป็น ๔๔ สิกขาบท
เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจากับจิต
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
ทุกสิกขาบทมี ๒ สมุฏฐาน เหมือนกับเอฬกโลมสิกขาบท
เอฬกโลมสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๖ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๘. อัทธานสมุฏฐาน
๗. ปทโสธัมมสมุฏฐาน
[๒๖๔] ปทโสธัมมสิกขาบท ว่าด้วยการสอนให้กล่าวธรรมแข่งกันเป็นบท ๆ
อัญญัตรสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุแสดงธรรมแก่มาตุคาม
เกิน ๕-๖ คำ เว้นไว้แต่มีบุรุษรู้เดียงสาอยู่
อสัมมตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุไม่ได้รับแต่งตั้งสั่งสอนภิกษุณี
อัตถังคตสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีในเวลา
ที่ดวงอาทิตย์อัสดงแล้ว
ติรัจฉานวิชชาสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชา
และว่าด้วยการสอนดิรัจฉานวิชา
อโนกาสปุจฉาสิกขาบท ว่าด้วยการถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส
รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗ สิกขาบท
เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
ทุกสิกขาบทมี ๒ สมุฏฐาน เหมือนปทโสธัมมสิกขาบท
ปทโสธัมมสมุฏฐาน จบ
๘. อัทธานสมุฏฐาน
[๒๖๕] อัทธานสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับภิกษุณี
นาวสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีโดยสารเรือลำเดียวกัน
ปณีตสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอโภชนะอันประณีต
มาตุคามสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนเดินทางไกลร่วมกับมาตุคาม
สังหรสิกขาบท ว่าด้วยการถอนขนในที่แคบ
ธัญญสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอข้าวเปลือกดิบ
นิมันติตาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีได้รับนิมนต์๑
ปาฏิเทสนียสิกขาบท ๘ สิกขาบท๒

เชิงอรรถ :
๑ สิกขาบทที่ ๔ แห่งอารามวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๐๓๗/๒๗๔
๒ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑-๘ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๒๒๘/๓๘๕,๑๒๓๔/๓๘๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๗ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน
สิกขาบทเหล่านี้ รวมเป็น ๑๕ สิกขาบท
เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา
เกิดทางกายวาจากับจิต รวมเป็น ๔ สมุฏฐาน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณทรงบัญญัตินัยไว้เสมอกับอัทธานสิกขาบท
อัทธานสมุฏฐาน จบ
๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน
[๒๖๖] เถยยสัตถสิกขาบท ว่าด้วยการเดินทางไกลร่วม
กับพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร
อุปัสสุติสิกขาบท ว่าด้วยการแอบฟังภิกษุทะเลาะกัน
สูปวิญญาปนสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอแกงและข้าวสุก๑
รัตติสิกขาบท ว่าด้วยการสนทนากับชายในเวลาค่ำคืน
ฉันนสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสองกับชาย
ในโอกาสที่กำบัง
โอกาสสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสองกับชายในที่แจ้ง
พยูหสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสอง
กับชายในตรอกตัน
สิกขาบทเหล่านี้รวมเป็น ๗ สิกขาบท
เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางทวารทั้ง ๓
สิกขาบทเหล่านี้มี ๒ สมุฏฐาน
พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์
ได้ทรงแสดงนัยไว้ เหมือนเถยยสัตถสมุฏฐาน
เถยยสัตถสมุฏฐาน จบ

เชิงอรรถ :
๑ สิกขาบทที่ ๗ แห่งสักกัจจวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๑๒/๖๘๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๘ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
๑๐. ธัมมเทสนาสมุฏฐาน
[๒๖๗] พระตถาคตเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระสัทธรรมแก่คนกั้นร่ม
ผู้ถือไม้พลอง ผู้ถือศัสตรา ผู้ถืออาวุธ ผู้สวมเขียงเท้า
ผู้สวมรองเท้า ผู้อยู่ในยานพาหนะ ผู้อยู่บนที่นอน ผู้นั่งรัดเข่า
ผู้โพกศีรษะ ผู้คลุมศีรษะ รวมเป็น ๑๑ สิกขาบทพอดี
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่ง เสมอกับธัมมเทสนาสิกขาบท
ธัมมเทสนาสมุฏฐาน จบ
๑๑. ภูตาโรจนสมุฏฐาน
[๒๖๘] ภูตาโรจนสิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง
เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
ขึ้นชื่อว่าภูตาโรจนสิกขาบทย่อมเกิดจาก ๓ สมุฏฐาน
ภูตาโรจนสมุฏฐาน จบ
๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน
[๒๖๙] โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจร
โจรีวุฏฐาปนสิกขาบทนี้ เกิดทางวาจากับจิต
มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓
สิกขาบทนี้พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชาทรงบัญญัติไว้ว่ามี
๒ สมุฏฐาน ไม่ซ้ำกัน
โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๕๙ }

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐาน
๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐาน
[๒๗๐] อนนุญญาตสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานา
ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต
เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต
เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย
และเกิดทางทวารทั้ง ๓
จึงมี ๔ สมุฏฐาน ไม่ซ้ำกัน
อนนุญญาตสมุฏฐาน จบ
ความจริง สมุฏฐานโดยย่อทั้ง ๑๓ สิกขาบท
พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ซึ่งเป็นเหตุทำความไม่หลง
อนุโลมในหัวข้อหลักธรรมที่เป็นแบบแผน
วิญญูชนเมื่อจำสมุฏฐานนี้ไว้ได้
ก็จะไม่หลงในสมุฏฐานแล
สมุฏฐานสีสสังเขป จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า :๓๖๐ }

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น