ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

เล่มที่ ๓๔-๑ หน้า ๑ - ๔๓

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๔-๑ อภิธรรมปิฎกที่ ๐๑ ธัมมสังคนี



พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ติกมาติกา

พระอภิธรรมปิฎก
ธัมมสังคณี
_________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

มาติกา
ติกมาติกา (๒๒ ติกะ)
๑. กุสลติกะ

[๑] กุสลา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นกุศล (๓๖๓,๙๘๕,๑๓๘๔)
อกุสลา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอกุศล (๓๖๕,๔๒๗,๙๘๖,๑๓๘๕)
อพฺยากตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต (๔๓๑,๕๘๓,๙๘๗)

๒. เวทนาติกะ

[๒] สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา (๙๘๘,๑๓๘๗)
ทุกฺขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา (๙๘๙,๑๓๘๘)
อทุกฺขมสุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา (๙๙๐,
๑๓๘๙)

๓. วิปากติกะ

[๓] วิปากา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นวิบาก (๙๙๑,๑๓๙๐)
วิปากธมฺมธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก (๙๙๒,๑๓๙๑)
เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก
(๙๙๓,๑๓๙๒)


{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ติกมาติกา
๔. อุปาทินนติกะ

[๔] อุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึด
ถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๙๙๔,๑๓๙๓)
อนุปาทินฺนุปาทานิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ
ไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๙๙๕,๑๓๙๔)
อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึด
ถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๙๙๖,๑๓๙๕)

๕. สังกิลิฏฐติกะ

[๕] สํกิลิฏฺฐสํกิเลสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์
ของกิเลส (๙๙๗,๑๓๙๖)
อสํกิลิฏฺฐสํกิเลสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็น
อารมณ์ของกิเลส (๙๙๘,๑๓๙๗)
อสํกิลิฏฺฐาสํกิเลสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็น
อารมณ์ของกิเลส (๙๙๙,๑๓๙๘)

๖. วิตักกติกะ

[๖] สวิตกฺกสวิจารา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร (๑๐๐๐,๑๓๙๙)
อวิตกฺกวิจารมตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร (๑๐๐๑,๑๔๐๐)
อวิตกฺกาวิจารา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร (๑๐๐๒,๑๔๐๑)

๗. ปีติติกะ

[๗] ปีติสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ (๑๐๐๓,๑๔๐๒)
สุขสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข (๑๐๐๔,๑๔๐๓)
อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๐๐๕,๑๔๐๔)

๘. ทัสสนติกะ

[๘] ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๐๐๖,๑๔๐๕)
ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
(๑๐๑๑,๑๔๐๖)

เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติ-
มรรคและมรรคเบื้องบน ๓ (๑๐๑๒,๑๔๐๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ติกมาติกา
๙. ทัสสนเหตุติกะ

[๙] ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๐๑๓,๑๔๐๘)
ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
(๑๐๑๘,๑๔๐๙)

เนว ทสฺสเนน น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้อง
ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓
(๑๐๑๙,๑๔๑๐)
๑๐. อาจยคามิติกะ

[๑๐] อาจยคามิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ (๑๐๒๐,
๑๔๑๑)
อปจยคามิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน (๑๐๒๑,๑๔๑๒)
เนวาจยคามิโน นาปจยคามิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติและนิพพาน
(๑๐๒๒,๑๔๑๓)

๑๑. เสกขติกะ

[๑๑] เสกฺขา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นของเสขบุคคล (๑๐๒๓,๑๔๑๔)
อเสกฺขา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นของอเสขบุคคล (๑๐๒๔,๑๔๑๕)
เนวเสกฺขา นาเสกฺขา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล
(๑๐๒๕,๑๔๑๖)

๑๒. ปริตตติกะ

[๑๒] ปริตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ (กามาวจร) (๑๐๒๖,๑๔๑๗)
มหคฺคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะ (รูปาวจรและอรูปาวจร)
(๑๐๒๗,๑๔๑๘)
อปฺปมาณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะ (โลกุตตระ) (๑๐๒๘,
๑๔๑๙)

๑๓. ปริตตารัมมณติกะ

[๑๓] ปริตฺตารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีปริตตะ (กามาวจร) เป็นอารมณ์
(๑๐๒๙,๑๔๒๐)


{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ติกมาติกา

มหคฺคตารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีมหัคคตะ (รูปาวจรอรูปาวจร) เป็นอารมณ์ (๑๐๓๐,
๑๔๒๑)
อปฺปมาณารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะ (โลกุตตระ)เป็นอารมณ์ (๑๐๓๑,๑๔๒๒)

๑๔. หีนติกะ

[๑๔] หีนา ธมฺมา. สภาวธรรมชั้นต่ำ (๑๐๓๒,๑๔๒๓)
มชฺฌิมา ธมฺมา. สภาวธรรมชั้นกลาง (๑๐๓๓,๑๔๒๔)
ปณีตา ธมฺมา. สภาวธรรมชั้นประณีต (๑๐๓๔,๑๔๒๕)

๑๕. มิจฉัตตติกะ

[๑๕] มิจฺฉตฺตนิยตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน (๑๐๓๕,๑๔๒๖)
สมฺมตฺตนิยตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน (๑๐๓๖,๑๔๒๗)
อนิยตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น (๑๐๓๗,๑๔๒๘)

๑๖. มัคคารัมมณติกะ

[๑๖] มคฺคารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ (๑๐๓๘,๑๔๒๙)
มคฺคเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ (๑๐๓๙,๑๔๒๙)
มคฺคาธิปติโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี (๑๐๔๐,๑๔๒๙)

๑๗. อุปปันนติกะ

[๑๗] อุปฺปนฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เกิดขึ้น (๑๐๔๑,๑๔๓๐)
อนุปฺปนฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น (๑๐๔๒,๑๔๓๐)
อุปฺปาทิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่จักเกิดขึ้นแน่นอน (๑๐๔๓,๑๔๓๐)

๑๘. อตีตติกะ

[๑๘] อตีตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอดีต (๑๐๔๔,๑๔๓๑)
อนาคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอนาคต (๑๐๔๕,๑๔๓๑)
ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน (๑๐๔๖,๑๔๓๑)

๑๙. อตีตารัมมณติกะ

[๑๙] อตีตารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ (๑๐๔๗,๑๔๓๒)
อนาคตารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ (๑๐๔๘,๑๔๓๓)
ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ (๑๐๔๙,๑๔๓๔)


{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๔ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๒๐. อัชฌัตตติกะ
[๒๐] อชฺฌตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นภายในตน (๑๐๕๐,๑๔๓๕)
พหิทฺธา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นภายนอกตน (๑๐๕๑,๑๔๓๕)
อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นภายในตนและภายนอกตน (๑๐๕๒, ๑๔๓๕)
๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ
[๒๑] อชฺฌตฺตารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ (๑๐๕๓,๑๔๓๖)
พหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ (๑๐๕๔,๑๔๓๗)
อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์
(๑๐๕๕,๑๔๓๗)
๒๒. สนิทัสสนติกะ
[๒๒] สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ (๑๐๕๖,๑๔๓๘)
อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ (๑๐๕๗,๑๔๓๙)
อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ (๑๐๕๘,๑๔๔๐)
ติกมาติกา ๒๒ ติกะ จบ
ทุกมาติกา (๑๐๐ ทุกะ)
๑. เหตุโคจฉกะ
๑. เหตุทุกะ
[๑] เหตู ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุ (๑๐๕๙,๑๐๗๗,๑๔๔๑)
น เหตู ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุ (๑๐๗๘,๑๔๔๒)
๒. สเหตุกทุกะ
[๒] สเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีเหตุ (๑๐๗๙,๑๔๔๓)
อเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุ (๑๐๘๐,๑๔๔๔)
๓. เหตุสัมปยุตตทุกะ
[๓] เหตุสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุ (๑๐๘๑,๑๔๔๕)
เหตุวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากเหตุ (๑๐๘๒,๑๔๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๕ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๔. เหตุสเหตุกทุกะ
[๔] เหตู เจว ธมฺมา สเหตุกา จ. สภาวธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ (๑๐๘๓,๑๔๔๗)
สเหตุกา เจว ธมฺมา น จ เหตู. สภาวธรรมที่มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ (๑๐๘๔,๑๔๔๘)
๕. เหตุเหตุสัมปยุตตทุกะ
[๕] เหตู เจว ธมฺมา เหตุสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ
(๑๐๘๕,๑๔๔๙)
เหตุสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา น จ เหตู. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ
(๑๐๘๖,๑๔๕๐)
๖. นเหตุสเหตุกทุกะ
[๖] น เหตู โข ปน ธมฺมา สเหตุกาปิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ (๑๐๘๗,๑๔๕๑)
(น เหตู โข ปน ธมฺมา) อเหตุกาปิ. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ (๑๐๘๘,๑๔๕๒)
เหตุโคจฉกะ จบ
๒. จูฬันตรทุกะ
๑. สัปปัจจยทุกะ
[๗] สปฺปจฺจยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง (๑๐๘๙,๑๔๕๓)
อปฺปจฺจยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง (๑๐๙๐,๑๔๕๔)
๒. สังขตทุกะ
[๘] สงฺขตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๑๐๙๑,๑๔๕๕)
อสงฺขตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๑๐๙๒,๑๔๕๖)
๓. สนิทัสสนทุกะ
[๙] สนิทสฺสนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เห็นได้ (๑๐๙๓,๑๔๕๗)
อนิทสฺสนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้ (๑๐๙๔,๑๔๕๘)
๔. สัปปฏิฆทุกะ
[๑๐] สปฺปฏิฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กระทบได้ (๑๐๙๕,๑๔๕๙)
อปฺปฏิฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กระทบไม่ได้ (๑๐๙๖,๑๔๖๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๖ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๕. รูปีทุกะ
[๑๑] รูปิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นรูป (๑๐๙๗,๑๔๖๑)
อรูปิโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูป (๑๐๙๘,๑๔๖๒)
๖. โลกิยทุกะ
[๑๒] โลกิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นโลกิยะ (๑๐๙๙,๑๔๖๓)
โลกุตฺตรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นโลกุตตระ (๑๑๐๐,๑๔๖๔)
๗. เกนจิวิญเญยยทุกะ
[๑๓] เกนจิ วิ�ฺเ�ยฺยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่จิตบางดวงรู้ได้ (๑๑๐๑,๑๔๖๔)
เกนจิ น วิ�ฺเ�ยฺยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่จิตบางดวงรู้ไม่ได้ (๑๑๐๑,๑๔๖๔)
จูฬันตรทุกะ จบ
๓. อาสวโคจฉกะ
๑. อาสวทุกะ
[๑๔] อาสวา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอาสวะ (๑๑๐๒,๑๔๖๕)
โน อาสวา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอาสวะ (๑๑๐๗,๑๔๖๖)
๒. สาสวทุกะ
[๑๕] สาสวา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๑๑๐๘,๑๔๖๗)
อนาสวา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (๑๑๐๙,๑๔๖๘)
๓. อาสวสัมปยุตตทุกะ
[๑๖] อาสวสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะ (๑๑๑๐,๑๔๖๙)
อาสววิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอาสวะ (๑๑๑๑,๑๔๗๐)
๔. อาสวสาสวทุกะ
[๑๗] อาสวา เจว ธมฺมา สาสวา จ. สภาวธรรมที่เป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ
(๑๑๑๒,๑๔๗๑)
สาสวา เจว ธมฺมา โน จ อาสวา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ
(๑๑๑๓,๑๔๗๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๗ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๕. อาสวอาสวสัมปยุตตทุกะ
[๑๘] อาสวา เจว ธมฺมา อาสวสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นอาสวะและสัมปยุตด้วย
อาสวะ (๑๑๑๔,๑๔๗๓)
อาสวสมฺปยุตตา เจว ธมฺมา โน จ อาสวา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็น
อาสวะ (๑๑๑๕,๑๔๗๔)
๖. อาสววิปปยุตตสาสวทุกะ
[๑๙] อาสววิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา สาสวาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็น
อารมณ์ของอาสวะ (๑๑๑๖,๑๔๗๕)
(อาสววิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อนาสวาปิ. (สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอาสวะ)และไม่เป็น
อารมณ์ของอาสวะ (๑๑๑๗,๑๔๗๖)
อาสวโคจฉกะ จบ
__________
๔. สัญโญชนโคจฉกะ
๑. สัญโญชนทุกะ
[๒๐] ส�ฺโ�ชนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นสังโยชน์ (๑๑๑๘,๑๔๗๗)
โน ส�ฺโ�ชนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังโยชน์ (๑๑๒๙,๑๔๗๘)
๒. สัญโญชนิยทุกะ
[๒๑] ส�ฺโ�ชนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์
(๑๑๓๐,๑๔๗๙)
อส�ฺโ�ชนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์
(๑๑๓๑,๑๔๘๐)
๓. สัญโญชนสัมปยุตตทุกะ
[๒๒] ส�ฺโ�ชนสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ (๑๑๓๒,๑๔๘๑)
ส�ฺโ�ชนวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากสังโยชน์ (๑๑๓๓,๑๔๘๒)
๔. สัญโญชนสัญโญชนิยทุกะ
[๒๓] ส�ฺโ�ชนา เจว ธมฺมา ส�ฺโ�ชนิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นสังโยชน์และเป็นอารมณ์
ของสังโยชน์ (๑๑๓๔,๑๔๘๓)
ส�ฺโ�ชนิยา เจว ธมฺมา โน จ ส�ฺโ�ชนา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์แต่ไม่
เป็นสังโยชน์ (๑๑๓๕,๑๔๘๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๘ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๕. สัญโญชนสัญโญชนสัมปยุตตทุกะ
[๒๔] ส�ฺโ�ชนา เจว ธมฺมา ส�ฺโ�ชนสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นสังโยชน์และสัมปยุต
ด้วยสังโยชน์ (๑๑๓๖,๑๔๘๕)
ส�ฺโ�ชนสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ ส�ฺโ�ชนา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์แต่
ไม่เป็นสังโยชน์ (๑๑๓๗,๑๔๘๖)
๖. สัญโญชนวิปปยุตตสัญโญชนิยทุกะ
[๒๕] ส�ฺโ�ชนวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา ส�ฺโ�ชนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากสังโยชน์แต่
เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ (๑๑๓๘,
๑๔๘๗)
(ส�ฺโ�ชนวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อส�ฺโ�ชนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากสังโยชน์ และ
ไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ (๑๑๓๙,
๑๔๘๘)
สัญโญชนโคจฉกะ จบ
๕. คันถโคจฉกะ
๑. คันถทุกะ
[๒๖] คนฺถา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นคันถะ (๑๑๔๐,๑๔๘๙)
โน คนฺถา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นคันถะ (๑๑๔๕,๑๔๙๐)
๒. คันถนิยทุกะ
[๒๗] คนฺถนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของคันถะ (๑๑๔๖,๑๔๙๑)
อคนฺถนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ (๑๑๔๗, ๑๔๙๒)
๓. คันถสัมปยุตตทุกะ
[๒๘] คนฺถสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยคันถะ (๑๑๔๘,๑๔๙๓)
คนฺถวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากคันถะ (๑๑๔๙,๑๔๙๔)
๔. คันถคันถนิยทุกะ
[๒๙] คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถนิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นคันถะและเป็นอารมณ์ของคันถะ
(๑๑๕๐,๑๔๙๕)
คนฺถนิยา เจว ธมฺมา โน จ คนฺถา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของคันถะแต่ไม่เป็นคันถะ
(๑๑๕๑,๑๔๙๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๙ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๕. คันถคันถสัมปยุตตทุกะ
[๓๐] คนฺถา เจว ธมฺมา คนฺถสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นคันถะและสัมปยุตด้วย
คันถะ (๑๑๕๒, ๑๔๙๗)
คนฺถสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ คนฺถา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยคันถะแต่ไม่เป็น
คันถะ (๑๑๕๓,๑๔๙๘)
๖. คันถวิปปยุตตคันถนิยทุกะ
[๓๑] คนฺถวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา คนฺถนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากคันถะแต่เป็น
อารมณ์ของคันถะ (๑๑๕๔,๑๔๙๙)
(คนฺถวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อคนฺถนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากคันถะและไม่
เป็นอารมณ์ของคันถะ (๑๑๕๕,๑๕๐๐)
คันถโคจฉกะ จบ
๖. โอฆโคจฉกะ
๑. โอฆทุกะ
[๓๒] โอฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นโอฆะ (๑๑๕๖,๑๕๐๑)
โน โอฆา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นโอฆะ
๒. โอฆนิยทุกะ
[๓๓] โอฆนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโอฆะ
อโนฆนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ
๓. โอฆสัมปยุตตทุกะ
[๓๔] โอฆสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโอฆะ
โอฆวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโอฆะ
๔. โอฆโอฆนิยทุกะ
[๓๕] โอฆา เจว ธมฺมา โอฆนิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นโอฆะและเป็นอารมณ์ของโอฆะ
โอฆนิยา เจว ธมฺมา โน จ โอฆา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโอฆะแต่ไม่เป็นโอฆะ
๕. โอฆโอฆสัมปยุตตทุกะ
[๓๖] โอฆา เจว ธมฺมา โอฆสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นโอฆะและสัมปยุตด้วยโอฆะ
โอฆสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ โอฆา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโอฆะแต่ไม่เป็นโอฆะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๐ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๖. โอฆวิปปยุตตโอฆนิยทุกะ
[๓๗] โอฆวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา โอฆนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโอฆะแต่เป็นอารมณ์
ของโอฆะ
(โอฆวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อโนฆนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโอฆะและไม่เป็น
อารมณ์ของโอฆะ
โอฆโคจฉกะ จบ
๗. โยคโคจฉกะ
๑. โยคทุกะ
[๓๘] โยคา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นโยคะ (๑๑๕๗,๑๕๐๒)
โน โยคา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นโยคะ
๒. โยคนิยทุกะ
[๓๙] โยคนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโยคะ
อโยคนิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ
๓. โยคสัมปยุตตทุกะ
[๔๐] โยคสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโยคะ
โยควิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโยคะ
๔. โยคโยคนิยทุกะ
[๔๑] โยคา เจว ธมฺมา โยคนิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นโยคะและเป็นอารมณ์ของโยคะ
โยคนิยา เจว ธมฺมา โน จ โยคา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของโยคะแต่ไม่เป็นโยคะ
๕. โยคโยคสัมปยุตตทุกะ
[๔๒] โยคา เจว ธมฺมา โยคสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นโยคะและสัมปยุตด้วยโยคะ
โยคสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ โยคา สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยโยคะแต่ไม่เป็นโยคะ
๖. โยควิปปยุตตโยคนิยทุกะ
[๔๓] โยควิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา โยคนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโยคะแต่เป็นอารมณ์
ของโยคะ
(โยควิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อโยคนิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากโยคะและไม่เป็น
อารมณ์ของโยคะ
โยคโคจฉกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๑ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๘. นีวรณโคจฉกะ
๑. นีวรณทุกะ
[๔๔] นีวรณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์ (๑๑๕๘,๑๕๐๓)
โน นีวรณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นนิวรณ์ (๑๑๖๙,๑๕๐๔)
๒. นีวรณิยทุกะ
[๔๕] นีวรณิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ (๑๑๗๐,๑๕๐๕)
อนีวรณิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ (๑๑๗๑,๑๕๐๖)
๓. นีวรณสัมปยุตตทุกะ
[๔๖] นีวรณสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์ (๑๑๗๒,๑๕๐๗)
นีวรณวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากนิวรณ์ (๑๑๗๓,๑๕๐๘)
๔. นีวรณนีวรณิยทุกะ
[๔๗] นีวรณา เจว ธมฺมา นีวรณิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และเป็นอารมณ์ของนิวรณ์
(๑๑๗๔,๑๕๐๙)
นีวรณิยา เจว ธมฺมา โน จ นีวรณา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์แต่ไม่เป็นนิวรณ์
(๑๑๗๕,๑๕๑๐)
๕. นีวรณนีวรณสัมปยุตตทุกะ
[๔๘] นีวรณา เจว ธมฺมา นีวรณสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์และสัมปยุตด้วย
นิวรณ์ (๑๑๗๖,๑๕๑๑)
นีวรณสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ นีวรณา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยนิวรณ์แต่ไม่เป็น
นิวรณ์ (๑๑๗๗,๑๕๑๒)
๖. นีวรณวิปปยุตตนีวรณิยทุกะ
[๔๙] นีวรณวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา นีวรณิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากนิวรณ์แต่เป็น
อารมณ์ของนิวรณ์ (๑๑๗๘,๑๕๑๓)
(นีวรณวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อนีวรณิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากนิวรณ์และไม่
เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ (๑๑๗๙,๑๕๑๔)
นีวรณโคจฉกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๒ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๙. ปรามาสโคจฉกะ
๑. ปรามาสทุกะ
[๕๐] ปรามาสา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นปรามาส (๑๑๘๐,๑๕๑๕)
โน ปรามาสา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นปรามาส (๑๑๘๒,๑๕๑๖)
๒. ปรามัฏฐทุกะ
[๕๑] ปรามฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของปรามาส (๑๑๘๓,๑๕๑๗)
อปรามฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาส (๑๑๘๔,
๑๕๑๘)
๓. ปรามาสสัมปยุตตทุกะ
[๕๒] ปรามาสสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยปรามาส (๑๑๘๕,๑๕๑๙)
ปรามาสวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากปรามาส (๑๑๘๖,๑๕๒๐)
๔. ปรามาสปรามัฏฐทุกะ
[๕๓] ปรามาสา เจว ธมฺมา ปรามฏฺฐา จ. สภาวธรรมที่เป็นปรามาสและเป็นอารมณ์
ของปรามาส (๑๑๘๗,๑๕๒๑)
ปรามฏฺฐา เจว ธมฺมา โน จ ปรามาสา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของปรามาส
แต่ไม่เป็นปรามาส (๑๑๘๘,๑๕๒๒)
๕. ปรามาสวิปปยุตตปรามัฏฐทุกะ
[๕๔] ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา ปรามฏฺฐาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากปรามาสแต่เป็น
อารมณ์ของปรามาส (๑๑๘๙,๑๕๒๓)
(ปรามาสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา อปรามฏฺฐาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากปรามาสและไม่
เป็นอารมณ์ของปรามาส (๑๑๙๐,๑๕๒๔)
ปรามาสโคจฉกะ จบ
๑๐. มหันตรทุกะ
๑. สารัมมณทุกะ
[๕๕] สารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ได้ (๑๑๙๑,๑๕๒๕)
อนารมฺมณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่รับรู้อารมณ์ไม่ได้ (๑๑๙๒,๑๕๒๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๓ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๒. จิตตทุกะ
[๕๖] จิตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นจิต (๑๑๙๓,๑๕๒๗)
โน จิตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต (๑๑๙๔,๑๕๒๘)
๓. เจตสิกทุกะ
[๕๗] เจตสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเจตสิก (๑๑๙๕,๑๕๒๙)
อเจตสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเจตสิก (๑๑๙๖,๑๕๓๐)
๔. จิตตสัมปยุตตทุกะ
[๕๘] จิตฺตสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต (๑๑๙๗,๑๕๓๑)
จิตฺตวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากจิต (๑๑๙๘,๑๕๓๒)
๕. จิตตสังสัฏฐทุกะ
[๕๙] จิตฺตสํสฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ระคนกับจิต (๑๑๙๙,๑๕๓๓)
จิตฺตวิสํสฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ระคนกับจิต (๑๒๐๐,๑๕๓๔)
๖. จิตตสมุฏฐานทุกะ
[๖๐] จิตฺตสมุฏฺฐานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๒๐๑,๑๕๓๕)
โน จิตฺตสมุฏฺฐานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน (๑๒๐๒,๑๕๓๖)
๗. จิตตสหภูทุกะ
[๖๑] จิตฺตสหภุโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่เกิดพร้อมกับจิต (๑๒๐๓,๑๕๓๗)
โน จิตฺตสหภุโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เกิดพร้อมกับจิต (๑๒๐๔,๑๕๓๘)
๘. จิตตานุปริวัตติทุกะ
[๖๒] จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นไปตามจิต (๑๒๐๕,๑๕๓๙)
โน จิตฺตานุปริวตฺติโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นไปตามจิต (๑๒๐๖,๑๕๔๐)
๙. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานทุกะ
[๖๓] จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน
(๑๒๐๗,๑๕๔๑)
โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ระคนกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน
(๑๒๐๘,๑๕๔๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๔ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๑๐. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานสหภูทุกะ
[๖๔] จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน
และเกิดพร้อมกับจิต (๑๒๐๙,๑๕๔๓)
โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานสหภุโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน
และเกิดพร้อมกับจิต (๑๒๑๐,๑๕๔๔)
๑๑. จิตตสังสัฏฐสมุฏฐานานุปริวัตติทุกะ
[๖๕] จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน
และเป็นไปตามจิต (๑๒๑๑,๑๕๔๕)
โน จิตฺตสํสฏฺฐสมุฏฺฐานานุปริวตฺติโน ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ระคนกับจิตมีจิตเป็นสมุฏฐาน
และเป็นไปตามจิต (๑๒๑๒,๑๕๔๖)
๑๒. อัชฌัตติกทุกะ
[๖๖] อชฺฌตฺติกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นภายใน (๑๒๑๓,๑๕๔๗)
พาหิรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นภายนอก (๑๒๑๔,๑๕๔๘)
๑๓. อุปาทาทุกะ
[๖๗] อุปาทา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทายรูป (๑๒๑๕,๑๕๔๙)
โน อุปาทา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอุปาทายรูป (๑๒๑๖,๑๕๕๐)
๑๔. อุปาทินนทุกะ
[๖๘] อุปาทินฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ
ยึดถือ (๑๒๑๗,๑๕๕๑)
อนุปาทินฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิ
ไม่ยึดถือ (๑๒๑๘,๑๕๕๒)
มหันตรทุกะ จบ
๑๑. อุปาทานโคจฉกะ
๑. อุปาทานทุกะ
[๖๙] อุปาทานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทาน (๑๒๑๙,๑๕๕๓)
โน อุปาทานา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอุปาทาน (๑๒๒๔,๑๕๕๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๕ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๒. อุปาทานิยทุกะ
[๗๐] อุปาทานิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๑๒๒๕,๑๕๕๕)
อนุปาทานิยา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๑๒๒๖,๑๕๕๖)
๓. อุปาทานสัมปยุตตทุกะ
[๗๑] อุปาทานสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทาน (๑๒๒๗,๑๕๕๗)
อุปาทานวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทาน (๑๒๒๘,๑๕๕๘)
๔. อุปาทานอุปาทานิยทุกะ
[๗๒] อุปาทานา เจว ธมฺมา อุปาทานิยา จ. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและเป็น
อารมณ์ของอุปาทาน (๑๒๒๙,๑๕๕๙)
อุปาทานิยา เจว ธมฺมา โน จ อุปาทานา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน
แต่ไม่เป็นอุปาทาน (๑๒๓๐,๑๕๖๐)
๕. อุปาทานอุปาทานสัมปยุตตทุกะ
[๗๓] อุปาทานา เจว ธมฺมา อุปาทานสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นอุปาทานและสัมปยุต
ด้วยอุปาทาน (๑๒๓๑,๑๕๖๑)
อุปาทานสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ อุปาทานา. ภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอุปาทานแต่
ไม่เป็นอุปาทาน (๑๒๓๒,๑๕๖๒)
๖. อุปาทานวิปปยุตตอุปาทานิยทุกะ
[๗๔] อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา อุปาทานิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานแต่
เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๑๒๓๓,
๑๕๖๓)
(อุปาทานวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อนุปาทานิยาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากอุปาทานและ
ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน (๑๒๓๔,
๑๕๖๔)
อุปาทานโคจฉกะ จบ
๑๒. กิเลสโคจฉกะ
๑. กิเลสทุกะ
[๗๕] กิเลสา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นกิเลส (๑๒๓๕,๑๕๖๕)
โน กิเลสา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกิเลส (๑๒๔๖,๑๕๖๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๖ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๒. สังกิเลสิกทุกะ
[๗๖] สํกิเลสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๑๒๔๗,๑๕๖๗)
อสํกิเลสิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส (๑๒๔๘,๑๕๖๘)
๓. สังกิลิฏฐทุกะ
[๗๗] สํกิลิฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมอง (๑๒๔๙,๑๕๖๙)
อสํกิลิฏฺฐา ธมฺมา. สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมอง (๑๒๕๐,๑๕๗๐)
๔. กิเลสสัมปยุตตทุกะ
[๗๘] กิเลสสมฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลส (๑๒๕๑,๑๕๗๑)
กิเลสวิปฺปยุตฺตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากกิเลส (๑๒๕๒,๑๕๗๒)
๕. กิเลสสังกิเลสิกทุกะ
[๗๙] กิเลสา เจว ธมฺมา สํกิเลสิกา จ. สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์
ของกิเลส (๑๒๕๓,๑๕๗๓)
สํกิเลสิกา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา. สภาวธรรมที่เป็นอารมณ์ของกิเลสแต่
ไม่เป็นกิเลส (๑๒๕๔,๑๕๗๔)
๖. กิเลสสังกิลิฏฐทุกะ
[๘๐] กิเลสา เจว ธมฺมา สํกิลิฏฺฐา จ. สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและกิเลสทำให้
เศร้าหมอง (๑๒๕๕,๑๕๗๕)
สํกิลิฏฺฐา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา. สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองแต่
ไม่เป็นกิเลส (๑๒๕๖,๑๕๗๖)
๗. กิเลสกิเลสสัมปยุตตทุกะ
[๘๑] กิเลสา เจว ธมฺมา กิเลสสมฺปยุตฺตา จ. สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและสัมปยุต
ด้วยกิเลส (๑๒๕๗,๑๕๗๗)
กิเลสสมฺปยุตฺตา เจว ธมฺมา โน จ กิเลสา. สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยกิเลสแต่ไม่
เป็นกิเลส (๑๒๕๘,๑๕๗๘)
๘. กิเลสวิปปยุตตสังกิเลสิกทุกะ
[๘๒] กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา สํกิเลสิกาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากกิเลสแต่เป็น
อารมณ์ของกิเลส (๑๒๕๙,๑๕๗๙)
(กิเลสวิปฺปยุตฺตา โข ปน ธมฺมา) อสํกิเลสิกาปิ. สภาวธรรมที่วิปปยุตจากกิเลสและไม่
เป็นอารมณ์ของกิเลส (๑๒๖๐,๑๕๘๐)
กิเลสโคจฉกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๗ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๑๓. ปิฏฐิทุกะ
๑. ทัสสเนนปหาตัพพทุกะ
[๘๓] ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๒๖๑,๑๕๘๑)
น ทสฺสเนน ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๒๖๕,๑๕๘๒)
๒. ภาวนายปหาตัพพทุกะ
[๘๔] ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
(๑๒๖๖,๑๕๘๓)
น ภาวนาย ปหาตพฺพา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
(๑๒๖๗,๑๕๘๔)
๓. ทัสสเนนปหาตัพพเหตุกทุกะ
[๘๕] ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๒๖๘,๑๕๘๕)
น ทสฺสเนน ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค
(๑๒๗๒,๑๕๘๖)
๔. ภาวนายปหาตัพพเหตุกทุกะ
[๘๖] ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓
(๑๒๗๓,๑๕๘๗)
น ภาวนาย ปหาตพฺพเหตุกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีไม่เหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน
๓ (๑๒๗๔,๑๕๘๘)
๕. สวิตักกทุกะ
[๘๗] สวิตกฺกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีวิตก (๑๒๗๕,๑๕๘๙)
อวิตกฺกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีวิตก (๑๒๗๖,๑๕๙๐)
๖. สวิจารทุกะ
[๘๘] สวิจารา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีวิจาร (๑๒๗๗,๑๕๙๑)
อวิจารา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีวิจาร (๑๒๗๘,๑๕๙๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๘ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี ทุกมาติกา
๗. สัปปีติกทุกะ
[๘๙] สปฺปีติกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีปีติ (๑๒๗๙,๑๕๙๓)
อปฺปีติกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีปีติ (๑๒๘๐,๑๕๙๔)
๘. ปีติสหคตทุกะ
[๙๐] ปีติสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ (๑๒๘๑,๑๕๙๕)
น ปีติสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยปีติ (๑๒๘๒,๑๕๙๖)
๙. สุขสหคตทุกะ
[๙๑] สุขสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข (๑๒๘๓,๑๕๙๗)
น สุขสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยสุข (๑๒๘๔,๑๕๙๘)
๑๐. อุเปกขาสหคตทุกะ
[๙๒] อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๒๘๕,๑๕๙๙)
น อุเปกฺขาสหคตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขา (๑๒๘๖,๑๖๐๐)
๑๑. กามาวจรทุกะ
[๙๓] กามาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นกามาวจร (๑๒๘๗,๑๖๐๑)
น กามาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นกามาวจร (๑๒๘๘,๑๖๐๒)
๑๒. รูปาวจรทุกะ
[๙๔] รูปาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นรูปาวจร (๑๒๘๙,๑๖๐๓)
น รูปาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปาวจร (๑๒๙๐,๑๖๐๔)
๑๓. อรูปาวจรทุกะ
[๙๕] อรูปาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นอรูปาวจร (๑๒๙๑,๑๖๐๕)
น อรูปาวจรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นอรูปาวจร (๑๒๙๒,๑๖๐๖)
๑๔. ปริยาปันนทุกะ
[๙๖] ปริยาปนฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกิยะ) (๑๒๙๓,๑๖๐๗)
อปริยาปนฺนา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ (โลกุตตระ)(๑๒๙๔,๑๖๐๘)
๑๕. นิยยานิกทุกะ
[๙๗] นิยฺยานิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๑๒๙๕,๑๖๐๙)
อนิยฺยานิกา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุนำออกจากวัฏฏทุกข์ (๑๒๙๖,๑๖๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๑๙ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๑๖. นิยตทุกะ
[๙๘] นิยตา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ให้ผลแน่นอน (๑๒๙๗,๑๖๑๑)
อนิยตา ธมฺมา. สภาวธรรมทีไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น (๑๒๙๘,๑๖๑๒)
๑๗. สอุตตรทุกะ
[๙๙] สอุตฺตรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๑๒๙๙,๑๖๑๓)
อนุตฺตรา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า (๑๓๐๐,๑๖๑๔)
๑๘. สรณทุกะ
[๑๐๐] สรณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ (๑๓๐๑,๑๖๑๕)
อรณา ธมฺมา. สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ (๑๓๐๒,๑๖๑๖)
ปิฏฐิทุกะ จบ
อภิธัมมทุกมาติกา จบ
สุตตันติกทุกมาติกา (๔๒ ทุกะ)
๑. วิชชาภาคีทุกะ
[๑๐๑] วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา. ธรรมที่มีส่วนแห่งวิชชา (๑๓๐๓)
อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา. ธรรมที่มีส่วนแห่งอวิชชา (๑๓๐๔)
๒. วิชชูปมทุกะ
[๑๐๒] วิชฺชูปมา ธมฺมา. ธรรมที่เปรียบเหมือนสายฟ้า (๑๓๐๕)
วชิรูปมา ธมฺมา. ธรรมที่เปรียบเหมือนฟ้าผ่า (๑๓๐๖)
๓. พาลทุกะ
[๑๐๓] พาลา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เป็นพาล (๑๓๐๗)
ปณฺฑิตา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เป็นบัณฑิต (๑๓๐๘)
๔. กัณหทุกะ
[๑๐๔] กณฺหา ธมฺมา. ธรรมที่ดำ (๑๓๐๙)
สุกฺกา ธมฺมา. ธรรมที่ขาว (๑๓๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๐ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๕. ตปนียทุกะ
[๑๐๕] ตปนียา ธมฺมา. ธรรมที่ทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๑)
อตปนียา ธมฺมา. ธรรมที่ไม่ทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๒)
๖. อธิวจนทุกะ
[๑๐๖] อธิวจนา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นชื่อ (สัททบัญญัติ) (๑๓๑๓)
อธิวจนปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งชื่อ (๑๓๑๓)
๗. นิรุตติทุกะ
[๑๐๗] นิรุตฺติ ธมฺมา. ธรรมที่เป็นนิรุตติ (สัททบัญญัติ) (๑๓๑๔)
นิรุตฺติปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งนิรุตติ (๑๓๑๔)
๘. ปัญญัตติทุกะ
[๑๐๘] ป�ฺ�ตฺติ ธมฺมา. ธรรมที่เป็นบัญญัติ (๑๓๑๕)
ป�ฺ�ตฺติปถา ธมฺมา. ธรรมที่เป็นเหตุแห่งบัญญัติ (๑๓๑๕)
๙. นามรูปทุกะ
[๑๐๙] นาม�ฺจ. นาม (๑๓๑๖)
รูปญฺจ. รูป (๑๓๑๗)
๑๐. อวิชชาทุกะ
[๑๑๐] อวิชฺชา จ. ความไม่รู้ (๑๓๑๘)
ภวตณฺหา จ. ความปรารถนาภพ (๑๓๑๙)
๑๑. ภวทิฏฐิทุกะ
[๑๑๑] ภวทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าเกิด (๑๓๒๐)
วิภวทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าไม่เกิด (๑๓๒๑)
๑๒. สัสสตทิฏฐิทุกะ
[๑๑๒] สสฺสตทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าเที่ยง (๑๓๒๒)
อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าขาดสูญ (๑๓๒๓)
๑๓. อันตวาทิฏฐิทุกะ
[๑๑๓] อนฺตวาทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่ามีที่สุด (๑๓๒๔)
อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ. ความเห็นว่าไม่มีที่สุด (๑๓๒๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๑ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๑๔. ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ
[๑๑๔] ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ. ความเห็นปรารภส่วนอดีต (๑๓๒๖)
อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จ. ความเห็นปรารภส่วนอนาคต (๑๓๒๗)
๑๕. อหิริกทุกะ
[๑๑๕] อหิริก�ฺจ. ความไม่ละอายบาป (๑๓๒๘)
อโนตฺตปฺปญฺจ. ความไม่เกรงกลัวบาป (๑๓๒๙)
๑๖. หิรีทุกะ
[๑๑๖] หิรี จ. ความละอาย (๑๓๓๐)
โอตฺตปฺปญฺจ. ความเกรงกลัว (๑๓๓๑)
๑๗. โทวจัสสตาทุกะ
[๑๑๗] โทวจสฺสตา จ. ความเป็นผู้ว่ายาก (๑๓๓๒)
ปาปมิตฺตตา จ. ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (๑๓๓๓)
๑๘. โสวจัสสตาทุกะ
[๑๑๘] โสวจสฺสตา จ. ความเป็นผู้ว่าง่าย (๑๓๓๔)
กลฺยาณมิตฺตตา จ. ความเป็นผู้มีมิตรดี (๑๓๓๕)
๑๙. อาปัตติกุสลตาทุกะ
[๑๑๙] อาปตฺติกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ (๑๓๓๖)
อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ (๑๓๓๗)
๒๐. สมาปัตติกุสลตาทุกะ
[๑๒๐] สมาปตฺติกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ (๑๓๓๘)
สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ (๑๓๓๙)
๒๑. ธาตุกุสลตาทุกะ
[๑๒๑] ธาตุกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ (๑๓๔๐)
มนสิการกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในมนสิการ (๑๓๔๑)
๒๒. อายตนกุสลตาทุกะ
[๑๒๒] อายตนกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ (๑๓๔๒)
ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปปาท (๑๓๔๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๒ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๒๓. ฐานกุสลตาทุกะ
[๑๒๓] ฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ (๑๓๔๔)
อฏฺฐานกุสลตา จ. ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ (๑๓๔๕)
๒๔. อาชชวทุกะ
[๑๒๔] อาชฺชโว จ. ความซื่อตรง (๑๓๔๖)
มทฺทโว จ. ความอ่อนโยน (๑๓๔๗)
๒๕. ขันติทุกะ
[๑๒๕] ขนฺติ จ. ขันติ (๑๓๔๘)
โสรจฺจ�ฺจ. โสรัจจะ (๑๓๔๙)
๒๖. สาขัลยทุกะ
[๑๒๖] สาขลฺย�ฺจ. ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน (๑๓๕๐)
ปฏิสนฺถาโร จ. การปฏิสันถาร (๑๓๕๑)
๒๗. อินทริเยสุอคุตตทวารตาทุกะ
[๑๒๗] อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ. ความเป็นผู้ไม่สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๑๓๕๒)
โภชเน อมตฺตญฺ�ุตา จ. ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค (๑๓๕๓)
๒๘. อินทริเยสุคุตตทวารตาทุกะ
[๑๒๘] อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ. ความเป็นผู้สำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
(๑๓๕๔)
โภชเน มตฺต�ฺ�ุตา จ. ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค (๑๓๕๕)
๒๙. มุฏฐสัจจทุกะ
[๑๒๙] มุฏฺฐสจฺจ�ฺจ. ความเป็นผู้มีสติหลงลืม (๑๓๕๖)
อสมฺปชญฺ��ฺจ. ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ (๑๓๕๗)
๓๐. สติสัมปชัญญทุกะ
[๑๓๐] สติ จ. สติ (๑๓๕๘)
สมฺปชญฺ��ฺจ. สัมปชัญญะ (๑๓๕๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๓ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๓๑. ปฏิสังขานพลทุกะ
[๑๓๑] ปฏิสงฺขานพล�ฺจ. กำลังคือการพิจารณา (๑๓๖๐)
ภาวนาพล�ฺจ. กำลังคือภาวนา (๑๓๖๑)
๓๒. สมถวิปัสสนาทุกะ
[๑๓๒] สมโถ จ. สมถะ (๑๓๖๒)
วิปสฺสนา จ. วิปัสสนา (๑๓๖๓)
๓๓. สมถนิมิตตทุกะ
[๑๓๓] สมถนิมิตฺต�ฺจ. นิมิตแห่งสมถะ (๑๓๖๔)
ปคฺคาหนิมิตฺต�ฺจ. นิมิตแห่งความเพียร (๑๓๖๕)
๓๔. ปัคคาหทุกะ
[๑๓๔] ปคฺคาโห จ. ความเพียร (๑๓๖๖)
อวิกฺเขโป จ. ความไม่ฟุ้งซ่าน (๑๓๖๗)
๓๕. สีลวิปัตติทุกะ
[๑๓๕] สีลวิปตฺติ จ. ความวิบัติแห่งศีล (๑๓๖๘)
ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ. ความวิบัติแห่งทิฏฐิ (๑๓๖๙)
๓๖. สีลสัมปทาทุกะ
[๑๓๖] สีลสมฺปทา จ. ความสมบูรณ์แห่งศีล (๑๓๗๐)
ทิฏฺฐิสมฺปทา จ. ความสมบูรณ์แห่งทิฏฐิ (๑๓๗๑)
๓๗. สีลวิสุทธิทุกะ
[๑๓๗] สีลวิสุทฺธิ จ. ความหมดจดแห่งศีล (๑๓๗๒)
ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๓)
๓๘. ทิฏฐิวิสุทธิโขปนทุกะ
[๑๓๘] ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน. ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๔)
ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ. ความเพียรของบุคคลผู้มีความเห็นหมดจด
(๑๓๗๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๔ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี สุตตันติกทุกมาติกา
๓๙. สังเวชนียัฏฐานทุกะ
[๑๓๙] สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ. ความสังเวชในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ
(๑๓๗๖)
สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ. ความเพียรโดยแยบคายของบุคคลผู้สลดใจ
(๑๓๗๗)
๔๐. อสันตุฏฐิตากุสลธัมมทุกะ
[๑๔๐] อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ. ความเป็นผู้ไม่สันโดษในธรรมที่เป็นกุศล (๑๓๗๘)
อปฺปฏิวานตา จ ปธานสฺมึ. ความเป็นผู้ไม่ท้อถอยในความเพียร (๑๓๗๙)
๔๑. วิชชาทุกะ
[๑๔๑] วิชฺชา จ. ความรู้แจ้ง (๑๓๘๐)
วิมุตฺติ จ. ความหลุดพ้น (๑๓๘๑)
๔๒. ขเยญาณทุกะ
[๑๔๒] ขเย �าณํ. ญาณในอริยมรรค (๑๓๘๒)
อนุปฺปาเท �าณํ. ญาณในอริยผล (๑๓๘๓)
สุตตันติกทุกมาติกา จบ
มาติกา จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๕ }





หน้าว่าง



{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๖ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
๑. จิตตุปปาทกัณฑ์
กุศลบท
กามาวจรกุศลจิต
กุศลจิตดวงที่ ๑
[๑] สภาวธรรม๑ ที่เป็นกุศล เป็นไฉน
จิตที่เป็นกามาวจรซึ่งเป็นกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูป
เป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะ
เป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใดๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น
ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ
สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ
สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา
อัพยาบาท สัมมาทิฏฐิ หิริ โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตต-
ลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา
จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ
และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นใน
สมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
บทภาชนีย์
[๒] ผัสสะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ในสมัยนั้น
นี้ชื่อว่าผัสสะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓] เวทนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

เชิงอรรถ :
๑ คำว่า สภาวธรรม บาลีคือ ธมฺมา ในพระอภิธรรมนี้ ใช้ในความหมายว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวะ เป็นแต่
สภาวธรรมเท่านั้น (อภิ.สงฺ.อ. ๘๖, สัททนีติธาตุมาลา ๔๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๗ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุที่
เหมาะสมกัน ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวย
อารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าเวทนาที่เกิดขึ้น
ในสมัยนั้น
[๔] สัญญา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความจำได้ กิริยาที่จำได้ ภาวะที่จำได้ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุ
ที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัญญาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕] เจตนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ อันเกิดแต่สัมผัสแห่งมโนวิญญาณธาตุ
ที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า เจตนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖] จิต ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต ๑มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณ-
ขันธ์ มโนวิญญาณธาตุ๑ ที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗] วิตก ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่าง ๆ ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นใน
อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิตกที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘] วิจาร ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความ
ที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิจารที่เกิดขึ้นใน
สมัยนั้น
[๙] ปีติ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความอิ่มเอิบ ความปราโมทย์ ความยินดีอย่างยิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง
ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
ปีติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น

เชิงอรรถ :
๑-๑ คำเหล่านี้เป็นไวพจน์ของจิตทั้งนั้น (อภิ.สงฺ.อ. ๑๙๑-๑๙๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๘ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
[๑๐] สุข ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อัน
เกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัย
นั้น นี้ชื่อว่าสุขที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๑] เอกัคคตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความไม่
ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าเอกัคคตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๒] สัทธินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความเชื่อ กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์
สัทธาพละ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัทธินทรีย์๑ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๓] วิริยินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความ
ขวนขวาย ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น
ความมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจ
ใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิริยินทรีย์๑
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๔] สตินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความ
ไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น นี้
ชื่อว่าสตินทรีย์๑ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๕] สมาธินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต๒ ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสมาธินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น

เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. ๓๕/๒๒๐/๑๔๗ ๒ หมายถึงตั้งอยู่ในอารมณ์โดยไม่หวั่นไหว (อภิ.สงฺ.อ. ๑๙๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๒๙ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
[๑๖] ปัญญินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือก
เฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าปัญญินทรีย์๑ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๗] มนินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ามนินทรีย์๑ ที่
เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๘] โสมนัสสินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์๒ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๑๙] ชีวิตินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกัน
ความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์ แห่งสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปเหล่านั้น
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าชีวิตินทรีย์๓ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๐] สัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ

เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. ๓๕/๒๒๐/๑๔๘ ๒ อภิ.วิ. ๓๕/๒๒๐/๑๔๗ ๓ อภิ.วิ. ๓๕/๒๒๐/๑๔๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๐ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ
ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความ
เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๑] สัมมาสังกัปปะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่าง ๆ ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นใน
อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๒] สัมมาวายามะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความ
มุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจ
ใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัมมาวายามะ
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๓] สัมมาสติ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความ
ไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
สัมมาสติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๔] สัมมาสมาธิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความไม่ฟุ้งซ่าน
ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
สัมมาสมาธิที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๕] สัทธาพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความเชื่อ กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์
สัทธาพละ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัทธาพละที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๖] วิริยพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๑ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความ
มุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจ
ใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิริยพละ
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๗] สติพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ
ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น
นี้ชื่อว่าสติพละที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๘] สมาธิพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสมาธิพละที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๒๙] ปัญญาพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ
ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความ
เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าปัญญาพละที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๐] หิริพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย กิริยาที่ละอาย
ต่อการประกอบสภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาป ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าหิริพละ
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๒ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
[๓๑] โอตตัปปพละ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว กิริยาที่
เกรงกลัวต่อการประกอบสภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาป ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
โอตตัปปพละที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๒] อโลภะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ภาวะที่ไม่โลภ ความไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด
ภาวะที่ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าอโลภะ๑ ที่
เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๓] อโทสะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ภาวะที่ไม่คิดประทุษร้าย
ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
อโทสะ๑ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๔] อโมหะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ
ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความ
เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ กุศลมูลคืออโมหะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าอโมหะ๑ ที่เกิดขึ้น
ในสมัยนั้น
[๓๕] อนภิชฌา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ภาวะที่ไม่โลภ ความไม่กำหนัด กิริยาที่ไม่กำหนัด
ภาวะที่ไม่กำหนัด ความไม่เพ่งเล็ง กุศลมูลคืออโลภะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าอนภิชฌาที่
เกิดขึ้นในสมัยนั้น

เชิงอรรถ :
๑ อภิ.วิ. ๓๕/๒๙๓/๒๐๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๓ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
[๓๖] อัพยาบาท ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ภาวะที่ไม่คิดประทุษร้าย
ความไม่พยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
อัพยาบาทที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๗] สัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๓๘] หิริ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
กิริยาที่ละอายต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรละอาย กิริยาที่ละอาย
ต่อการประกอบสภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาป ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าหิริที่เกิดขึ้นใน
สมัยนั้น
[๓๙] โอตตัปปะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
กิริยาที่เกรงกลัวต่อการประพฤติทุจริตอันเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัว กิริยาที่
เกรงกลัวต่อการประกอบสภาวธรรมที่เป็นอกุศลซึ่งเป็นบาป ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
โอตตัปปะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๐] กายปัสสัทธิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความสงบ ความสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ภาวะที่สงบระงับ
แห่งเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายปัสสัทธิที่เกิด
ขึ้นในสมัยนั้น
[๔๑] จิตตปัสสัทธิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๔ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
ความสงบ ความสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ภาวะที่สงบระงับ
แห่งวิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตปัสสัทธิที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๒] กายลหุตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนักแห่งเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายลหุตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๓] จิตตลหุตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความเบา ความรวดเร็ว ความไม่เชื่องช้า ความไม่หนักแห่งวิญญาณขันธ์
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตลหุตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๔] กายมุทุตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้างแห่งเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายมุทุตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๕] จิตตมุทุตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความอ่อน ภาวะที่อ่อน ความไม่แข็ง ความไม่กระด้างแห่งวิญญาณขันธ์ใน
สมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตมุทุตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๖] กายกัมมัญญตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความควรแก่การงาน กิริยาที่ควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงานแห่ง
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายกัมมัญญตาที่เกิดขึ้น
ในสมัยนั้น
[๔๗] จิตตกัมมัญญตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความควรแก่การงาน กิริยาที่ควรแก่การงาน ภาวะที่ควรแก่การงานแห่ง
วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตกัมมัญญตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๘] กายปาคุญญตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความคล่องแคล่ว กิริยาที่คล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่วแห่งเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายปาคุญญตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๔๙] จิตตปาคุญญตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๕ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ บทภาชนีย์
ความคล่องแคล่ว กิริยาที่คล่องแคล่ว ภาวะที่คล่องแคล่วแห่งวิญญาณขันธ์
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตปาคุญญตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๐] กายุชุกตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอแห่งเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ากายุชุกตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๑] จิตตุชุกตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรง กิริยาที่ตรง ความไม่คด ความไม่โค้ง ความไม่งอแห่งวิญญาณขันธ์
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าจิตตุชุกตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๒] สติ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความ
ไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
สติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๓] สัมปชัญญะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือ
ปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความ
เลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัมปชัญญะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๔] สมถะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสมถะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๕] วิปัสสนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๖ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๖] ปัคคาหะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความ
มุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจ
ใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าปัคคาหะ
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๕๗] อวิกเขปะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า อวิกเขปะที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่ง
อิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล
บทภาชนีย์ จบ
ปฐมภาณวาร จบ
โกฏฐาสวาร
[๕๘] ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๕
มรรคมีองค์ ๕ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๗ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ มนายตนะ ๑
มนินทรีย์ ๑ มโนวิญญาณธาตุ ๑ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้น หรือ
สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้
ชื่อว่าเป็นกุศล
[๕๙] ขันธ์ ๔ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ขันธ์ ๔ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
[๖๐] เวทนาขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าเวทนาขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๑] สัญญาขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความจำได้ กิริยาที่จำได้ ภาวะที่จำได้ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า สัญญาขันธ์ที่เกิดขึ้น
ในสมัยนั้น
[๖๒] สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ผัสสะ เจตนา วิตก วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์
สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ หิริพละ
โอตตัปปพละ อโลภะ อโทสะ อโมหะ อนภิชฌา อัพยาบาท สัมมาทิฏฐิ หิริ
โอตตัปปะ กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ กายลหุตา จิตตลหุตา กายมุทุตา จิตตมุทุตา
กายกัมมัญญตา จิตตกัมมัญญตา กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา กายุชุกตา
จิตตุชุกตา สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา ปัคคาหะ และอวิกเขปะ หรือ
สภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์
สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๓] วิญญาณขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๘ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน๑ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิญญาณ-
ขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าขันธ์ ๔ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๔] อายตนะ ๒ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
อายตนะ ๒ คือ มนายตนะ และธัมมายตนะ
[๖๕] มนายตนะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ามนายตนะ
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๖] ธัมมายตนะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้ชื่อว่าธัมมายตนะที่เกิดขึ้นในสมัย
นั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าอายตนะ ๒ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๗] ธาตุ ๒ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ธาตุ ๒ คือ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ
[๖๘] มโนวิญญาณธาตุ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ามโน-
วิญญาณธาตุที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๖๙] ธัมมธาตุ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ นี้ชื่อว่าธัมมธาตุที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธาตุ ๒ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น

เชิงอรรถ :
๑ อภิ.สงฺ.อ. ๑๙๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๓๙ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
[๗๐] อาหาร ๓ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
อาหาร ๓ คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร
[๗๑] ผัสสาหาร ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ภาวะที่ถูกต้อง ในสมัยนั้น นี้
ชื่อว่าผัสสาหารที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๒] มโนสัญเจตนาหาร ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะที่จงใจ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ามโนสัญเจตนาหาร
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๓] วิญญาณาหาร ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิญญาณาหาร
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าอาหาร ๓ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๔] อินทรีย์ ๘ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
อินทรีย์ ๘ คือ

๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์
๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์
๕. ปัญญินทรีย์ ๖. มนินทรีย์
๗. โสมนัสสินทรีย์ ๘. ชีวิตินทรีย์

[๗๕] สัทธินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความเชื่อ กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์
สัทธาพละ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสัทธินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๖] วิริยินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย
ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๔๐ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
มุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจ
ใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิริยินทรีย์
ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๗] สตินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความ
ไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
สตินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๘] สมาธินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความ
ไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตที่ไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสมาธินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๗๙] ปัญญินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา
ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้น
ธรรม สัมมาทิฏฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าปัญญินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๐] มนินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
จิต มโน มานัส หทัย ปัณฑระ มโน มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ
วิญญาณขันธ์ และมโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่ามนินทรีย์ที่
เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๑] โสมนัสสินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๔๑ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อัน
เกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส ในสมัย
นั้น นี้ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๒] ชีวิตินทรีย์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกัน
ความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์ แห่งสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปเหล่านั้น
นี้ชื่อว่าชีวิตินทรีย์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าอินทรีย์ ๘ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๓] ฌานมีองค์ ๕ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ฌานมีองค์ ๕ คือ
๑. วิตก
๒. วิจาร
๓. ปีติ
๔. สุข
๕. เอกัคคตา
[๘๔] วิตก ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรึก ความตรึกโดยอาการต่าง ๆ ความดำริ ความที่จิตแนบแน่นใน
อารมณ์ ความที่จิตแนบสนิทในอารมณ์ ความยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ สัมมาสังกัปปะ
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิตกที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๕] วิจาร ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตรอง ความพิจารณา ความตามพิจารณา ความเข้าไปพิจารณา ความ
ที่จิตสืบต่ออารมณ์ ความที่จิตเพ่งอารมณ์ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าวิจารที่เกิดขึ้นใน
สมัยนั้น
[๘๖] ปีติ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๔๒ }

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑ โกฏฐาสวาร
ความอิ่มเอิบ ความปราโมทย์ ความยินดีอย่างยิ่ง ความบันเทิง ความร่าเริง
ความรื่นเริง ความปลื้มใจ ความตื่นเต้น ความที่จิตชื่นชมยินดี ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า
ปีติที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๗] สุข ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข
อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส
ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสุขที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
[๘๘] เอกัคคตา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความไม่ฟุ้ง
ซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น
นี้ชื่อว่าเอกัคคตาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น สภาวธรรมนี้ชื่อว่าฌานมีองค์ ๕ ที่เกิดขึ้นใน
สมัยนั้น
[๘๙] มรรคมีองค์ ๕ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
มรรคมีองค์ ๕ คือ

๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ)
๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ)
๓. สัมมาวายามะ (เพียรชอบ)
๔. สัมมาสติ (ระลึกชอบ)
๕. สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ)

[๙๐] สัมมาทิฏฐิ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน
ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความ
กำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะ
ที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ
ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญาเครื่องนำทาง ความ
เห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนปฏัก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญา
เหมือนศัสตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่างคือปัญญา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า :๔๓ }

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น