ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

เรื่องของการเกิดใหม่

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

หน้านี้เป็นพระสูตรจากพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของการเกิดใหม่แก่ภิกษุที่มีความเห็นผิดนะครับ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธเรื่องการเกิดใหม่ในชาติต่อๆ ไปนะครับ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเกิดใหม่ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น มีความแตกต่างจากความเข้าใจของคนทั่วไปอย่างไร ดังนั้น ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดีนะครับ มิเช่นนั้นจะเข้าใจไขว้เขวได้ครับ

พระไตรปิฎก : พระสุตตันตปิฎก เล่ม 4 มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์

มหาตัณหาสังขยสูตร


ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก

[๔๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุชื่อสาติ ผู้ เกวัฏฏบุตร (บุตรชาวประมง) มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น. .....

[๔๔๒] ครั้งนั้น .....

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ?

สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง.

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร?

สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่ว ในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูกรโมฆบุรุษ ก็ความเห็นนั้นของเธอ จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.

ตรัสสอบถามเรื่องสาติภิกษุผู้มีความเห็นผิดนั้น

[๔๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน สาติภิกษุ ผู้ เกวัฏฏบุตรนี้ จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้าง หรือไม่?

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้จะมีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า.

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ ผู้ เกวัฏฏบุตร นั่งนิ่ง กระดาก คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ. .....

ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ

[๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า โสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ชิวหาวิญญาณ วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า กายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ ... โสตวิญญาณ ... ฆานวิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ.

อธิบายเพิ่มเติม

ความเห็นของสาติภิกษุที่ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น นั้นหมายความว่า จิต หรือวิญญาณตั้งแต่อดีตชาติ นับชาติไม่ถ้วน เป็นต้นมา จนถึงชาติปัจจุบัน และที่จะเกิดใหม่อีกในชาติต่อๆ ไปของแต่ละบุคคลนั้น เป็นจิต หรือวิญญาณดวงเดียวกัน ซึ่งมีความเที่ยงแท้แน่นอน ไม่ดับทำลายไปจนกว่าจะไม่ต้องเกิดอีกนะครับ เมื่อคนหรือสัตว์ตายลงวิญญาณดวงนี้ก็จะออกจากร่างเก่าไปหาร่างใหม่อยู่ต่อไป ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับอัตตาหรืออาตมันตามคำสอนของฮินดูหรือพราหมณ์อันเป็นสัสสตทิฏฐิคือความเห็นว่าเที่ยงนะครับ ซึ่งความเห็นนี้ขัดกับหลักของพระพุทธศาสนานะครับ

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตหรือวิญญาณนั้นไม่เที่ยง เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วก็ดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้จิตหรือวิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วดับไป ต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดสาย จนกว่าจะหมดเหตุปัจจัยให้เกิดอีก ก็จะไม่มีการเกิดสืบทอดอีกต่อไป (ปรินิพพาน) คือจิตหรือวิญญาณในวินาทีที่แล้ว กับจิตหรือวิญญาณในวินาทีนี้เป็นคนละดวงกันนะครับ ความจริงแล้วเวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว (เวลาที่ใช้ดีดนิ้วมือเพียงครั้งเดียว) มีจิตหรือวิญญาณเกิดขึ้นแล้วดับไปนับครั้งไม่ถ้วน (คำว่าจิตหรือวิญญาณเป็นชื่อของสิ่งๆ เดียวกัน) โดยแต่ละขณะจะมีวิญญาณอยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้นนะครับ สำหรับแต่ละบุคคล

เนื่องจากวิญญาณมีการเกิดดับต่อเนื่องอย่างรวดเร็วจนไม่รู้สึกถึงรอยต่อระหว่างวิญญาณแต่ละดวง จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นวิญญาณดวงเดิมอยู่ตลอดเวลานะครับ นอกจากนั้นยังทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า สามารถรับรู้ความรู้สึกทางทวารต่างๆ (ตา หู จมูก ฯลฯ) ได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วยครับ ทั้งที่วิญญาณแต่ละดวงจะรับรู้สิ่งต่างๆ ได้เพียงทวารเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากวิญญาณเกิดดับในทวารต่างๆ สลับกันอย่างรวดเร็วมาก จนเหมือนรับรู้ได้พร้อมๆ กันทั้งหมดทุกทวารนะครับ

วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น คือเมื่อมีเหตุหรือปัจจัยให้วิญญาณเกิด วิญญาณจึงเกิดขึ้นนะครับ ปัจจัยที่ทำให้วิญญาณเกิดขึ้นนั้นมีได้หลายอย่าง เช่น ตัณหา (ความทะยานอยาก) ผัสสะต่างๆ (เช่น จักษุกระทบกับรูป โสตกระทบกับเสียง ฯลฯ) ความดับไปของวิญญาณดวงก่อน (เมื่อยังไม่ถึงเวลาตาย) ก็เป็นปัจจัยให้วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นอีกเช่นกันครับ (วิญญาณดวงไหนจะอาศัยวัตถุใดเป็นที่เกิดนั้น ดูรายละเอียดได้ที่เรื่องอายตนะ 12 ในหมวดธรรมทั่วไปประกอบนะครับ)

และเมื่อความตายมาถึง ถ้ายังมีความยินดีในการเกิด (ตัณหาในภพ) อยู่ ตัณหานั้นก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้วิญญาณในภพใหม่เกิดขึ้นต่อไปนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละดวงกับภพเก่า แต่ก็มีวิญญาณในภพเก่าเป็นปัจจัยให้เกิด (ดูรายละเอียดได้จากเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในหมวดธรรมทั่วไปประกอบนะครับ)

และเนื่องจากการที่วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นโดยมีวิญญาณดวงเก่าเป็นปัจจัยนี่เอง วิญญาณดวงใหม่ (ทั้งที่อยู่ในชาติเดียวกัน และที่เกิดในชาติใหม่) จึงสืบทอดสภาวะและลักษณะต่างๆ ที่มีในวิญญาณดวงเก่ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยอื่นไปทำให้สภาวะ หรือลักษณะเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปครับ


ธัมมโชติ

6 ความคิดเห็น :

  1. ไม่ระบุชื่อ2 สิงหาคม 2560 18:54

    วิญญาณเกิดดับตลอดเวลา ถามว่า ทีนี้วิญญาณที่ไปเกิดในนรก ก็อาจไม่ใช่วิญญาณที่ทำชั่วนั้น เพราะอาจจะดับไปแล้ว สงสัยว่า วิญญาณที่ประพฤติชั่วนั้นก็ไม่ถูกลงทัณฑ์ซีครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ขอบคุณครับที่ให้ความสนใจเว็บไซต์พระไตรปิฎกออนไลน์ http://tripitaka-online.blogspot.com

      วิญญาณที่ไปเกิดในนรกเป็นวิญญาณคนละดวงกับวิญญาณในขณะที่ทำชั่วในโลกมนุษย์นี้ครับ แต่วิญญาณที่ไปเกิดในนรกนั้นมีวิญญาณที่ทำชั่วในโลกมนุษย์นี้เป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น ซึ่งถ้าวิญญาณในขณะที่อยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่ได้ทำชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในนรก แต่กลับทำบุญทำกุศลอันเป็นเหตุให้ไปเกิดในสวรรค์แทน และเมื่อบุญนั้นส่งผลก็จะทำให้วิญญาณกระแสนั้นไปเกิดในสวรรค์ แทนที่จะเกิดในนรกนะครับ

      ที่กล่าวว่า "วิญญาณกระแสนั้น" หมายถึงการที่วิญญาณดวงเก่าดับไปและวิญญาณที่ดับไปนั้นก็เป็นปัจจัยให้วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และเป็นปัจจัยให้วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปเช่นนี้ จนเรียกได้ว่าเป็นกระแสของวิญญาณนะครับ ซึ่งถ้าว่าโดยความรู้สึกของปุถุชนก็จะรู้สึกว่าวิญญาณแต่ละกระแสก็คือคนแต่ละคน หรือสัตว์แต่ละตัวนั่นเอง ทั้งที่วิญญาณดวงเก่ากับดวงใหม่ในกระแสวิญญาณนั้นเป็นคนละดวงกัน แต่ความสืบทอดต่อเนื่องกันก็ทำให้ปุถุชนรู้สึกและเข้าใจว่าวิญญาณทั้งกระแสนั้นเป็นวิญญาณดวงเดียวกัน เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา

      วิญญาณที่เกิดในลำดับหลังๆ นั้นมีวิญญาณที่เกิดก่อนหน้าเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงได้รับการถ่ายทอดคุณสมบัติต่างๆ จากวิญญาณที่เกิดก่อนหน้ามาด้วยตามควรแก่เหตุปัจจัย เช่น สัญญา (ความจำได้หมายรู้) รวมถึงวิบากของกรรมดีกรรมชั่วต่างๆ ที่วิญญาณดวงก่อนหน้านั้นทำไว้ด้วยครับ

      ถ้ากล่าวโดยปรมัตถ์แล้ววิญญาณที่ทำชั่วเป็นคนละดวงกับวิญญาณที่ไปเกิดในนรกก็จริงครับ แต่มีสิ่งที่ควรพิจารณาประกอบดังนี้

      1. วิญญาณในขณะที่ทำชั่ว คือวิญญาณดวงที่ทำชั่วนั้นเองก็ได้รับผลของความชั่วในขณะที่ทำนั้นอยู่แล้วครับ เพราะในขณะที่ทำชั่วนั้นจิตหรือวิญญาณนั้นย่อมประกอบด้วยอกุศล อันเป็นเหตุให้ต้องเร่าร้อนใจ ดังในอาทิตตปริยายสูตร (พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก เล่ม 4 มหาวรรค ภาค 1) ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ร้อนเพราะอะไร? เรากล่าวว่าร้อน เพราะไฟคือราคะ เพราะไฟคือโทสะ เพราะไฟคือโมหะ ... "

      2. วิญญาณที่ไปเกิดในนรกนั้นเป็นผลต่อเนื่องหรือเป็นแรงเฉื่อยของการทำชั่วอีกที ซึ่งทำให้ต้องได้รับทุกข์ต่อเนื่องยาวนานออกไปจากความทุกข์ที่เกิดขึ้นในข้อ 1.

      3. ถึงแม้โดยปรมัตถ์แล้ววิญญาณที่ทำชั่วในโลกมนุษย์จะเป็นคนละดวงกับวิญญาณที่ไปเกิดในนรก แต่ในความรู้สึกของปุถุชนก็เหมือนเป็นวิญญาณดวงเดียวกันนะครับ

      4. อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วนะครับว่า ถ้าวิญญาณในขณะที่อยู่ในโลกมนุษย์นั้นไม่ได้ทำชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องไปเกิดในนรก แต่กลับทำบุญทำกุศลอันเป็นเหตุให้ไปเกิดในสวรรค์แทน และเมื่อบุญนั้นส่งผลก็จะทำให้วิญญาณกระแสนั้นไปเกิดในสวรรค์ แทนที่จะเกิดในนรก ซึ่งก็น่าจะเป็นหนทางให้เลือกเดินที่ดีกว่าไม่ใช่เหรอครับ

      ลบ
    2. ไม่ระบุชื่อ2 สิงหาคม 2560 22:11

      ขอบคุณครับ
      จากคำอธิบาย ผมเข้าใจว่าวิญญาณที่ดับไป ถ้าไม่นิพพาน ต้องไปเกิดใหม่ ไม่ดับหายไป ทีนี้การไปเกิดภพภูมิใดก็เป็นตามอัตโนมัติตามบุญกรรมที่สร้างมา ไม่ต้องมียมทูตมานำไปใช่ไหมครับ แล้วต้องให้ยมบาลตัดสินว่าสมควรไปสวรรค์หรือนรกอีกทีไหม

      มีคำถามต่อมาว่า วิญญาณที่เกิดใหม่ เกิดใหม่ได้เองโดยการ induce จากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดวิญญาณ หรือเป็นวิญญาณที่มีอยู่แล้ว แล้วมาเกิดใหม่ในรูปขันธ์นั้นครับ
      ถ้าเป็นกรณีเกิดใหม่ได้เอง จำนวนวิญญาณทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด ใช่ไหมครับ

      ลบ
    3. ขอแยกตอบดังนี้นะครับ

      จากคำอธิบาย ผมเข้าใจว่าวิญญาณที่ดับไป ถ้าไม่นิพพาน ต้องไปเกิดใหม่ ไม่ดับหายไป

      >>> ใช่ครับ จะเกิดดับสืบทอดกันไปจนกว่าจะ(ปริ)นิพพานครับ

      ทีนี้การไปเกิดภพภูมิใดก็เป็นตามอัตโนมัติตามบุญกรรมที่สร้างมา ไม่ต้องมียมทูตมานำไปใช่ไหมครับ

      >>> คือพอจุติจิต (จิต/วิญญาณดวงสุดท้ายของภพนั้น) ของภพเก่าดับไป ปฏิสนธิจิต (จิต/วิญญาณดวงแรกของภพ) ของภพใหม่ก็เกิดขึ้นทันทีโดยไม่มีจิต/วิญญาณใดมาขั้นเลยครับ พูดง่ายๆ ก็คือ พอตายปุ๊บก็เกิดใหม่ในภพภูมิใหม่ทันทีเลยครับ ซึ่งภพภูมิใหม่จะเป็นภูมิอะไรก็ขึ้นกับกรรมที่ทำมากรรมไหนจะส่งผลครับ

      แล้วต้องให้ยมบาลตัดสินว่าสมควรไปสวรรค์หรือนรกอีกทีไหม

      >>> เรื่องยมบาล หรือนายนิรยบาลนี้ ที่อ่านในพระไตรปิฎกเข้าใจว่าหน้าที่หลักคือทำโทษสัตว์นรกนะครับ คือถ้าใครเกิดในนรกก็จะโดนนายนิรยบาลลงโทษ ถ้าจะมีการตัดสินจริงๆ ก็คงเป็นการตัดสินว่าจะลงโทษแบบไหนมากกว่า ไม่ใช่ตัดสินว่าจะให้ไปเกิดในภูมิไหน หรือถ้านายนิรยบาลมีเมตตาก็อาจจะถามปัญหาเพื่อให้ระลึกถึงบุญที่เคยทำเอาไว้ได้ เพื่อกระตุ้นให้บุญนั้นส่งผลให้จิตผ่องใสขึ้นมา (เมื่อนึกถึงบุญที่เคยทำแล้วจิตก็จะผ่องใส เบิกบาน) ซึ่งถ้าความผ่องใสของจิตนั้นมีกำลังมากพอก็จะทำให้ไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่สูงขึ้นได้ครับ

      >>> เรื่องที่เล่ากันว่ามีนายนิรยบาลมาพาตัวไปนั้น ก็อาจจะเป็นว่าพอตายแล้วเกิดใหม่ในภพภูมินรกแต่ตอนแรกนั้นยังอยู่ใกล้ๆ ร่างเดิม นายนิรยบาลเลยมาพาตัวไปก็ได้ครับ คือเกิดเป็นสัตว์นรกแล้วนายนิรยบาลถึงพาตัวไป ไม่ใช่นายนิรยบาลตัดสินทำให้เป็นสัตว์นรก

      >>> บางคนทำบุญไว้มาก พอใกล้ตายเทวดาจากสวรรค์ชั้นต่างๆ มารอรับ เชิญชวนให้ไปเกิดในภูมิเดียวกับตนก็มีครับ ก็อยู่ที่ผู้นั้นจะน้อมใจไปในภูมิไหน ถ้าสมควรแก่สภาวจิตของตนก็จะไปเกิดในภูมินั้นได้ครับ

      มีคำถามต่อมาว่า วิญญาณที่เกิดใหม่ เกิดใหม่ได้เองโดยการ induce จากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดวิญญาณ หรือเป็นวิญญาณที่มีอยู่แล้ว แล้วมาเกิดใหม่ในรูปขันธ์นั้นครับ

      >>> เรื่องการเกิดขึ้นครั้งแรกของวิญญาณ (คือไม่ใช่วิญญาณที่เกิดสืบทอดมาจากวิญญาณเดิมที่ดับไปนะครับ) ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์นะครับ ด้วยเหตุผลว่าคนทั่วๆ ไปไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือเปล่า อยู่ที่จะเชื่อใครเท่านั้น พูดไปก็จะเป็นเพียงหัวข้อให้คนได้โต้เถียงกันเพิ่มขึ้นมาอีกหัวข้อหนึ่งเท่านั้น ไม่เป็นเหตุให้พ้นจากทุกข์ไปได้ พระพุทธเจ้าจะสอนเฉพาะเรื่องที่ทำให้พ้นทุกข์เท่านั้นครับ

      >>> คำถามนี้จึงตอบได้ว่า ที่แน่ๆ คือมีวิญญาณที่มีอยู่แล้วดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้วิญญาณใหม่เกิดขึ้นสืบทอดต่อมา และได้เกิดใหม่ในรูปขันธ์นั้นครับ แต่เนื่องจากเหตุผลที่กล่าวไปแล้วว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์เรื่องการเกิดขึ้นครั้งแรกของวิญญาณ จึงไม่ทราบว่าวิญญาณใหม่ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร จึงตอบไม่ได้ว่าปัจจุบันนี้มีวิญญาณใหม่ๆ เกิดเพิ่มขึ้นหรือไม่ครับ

      ถ้าเป็นกรณีเกิดใหม่ได้เอง จำนวนวิญญาณทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นได้เรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด ใช่ไหมครับ

      >>> ถ้าเหตุปัจจัยที่ทำให้วิญญาณใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ยังมีอยู่ (ซึ่งไม่ทราบว่ายังมีอยู่หรือไม่ ตามที่ได้อธิบายไปแล้ว) ก็ย่อมจะมีวิญญาณใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ครับ

      ลบ
  2. หมอฉัตร เนติฯ3 สิงหาคม 2560 21:55

    ผมเคยรู้มาว่า หลวงพ่อที่มีคนนับถือมากหลายองค์เคยสอนเสมอว่า จิตตอนสุดท้ายก่อนตายถ้าคิดถึงเรื่องอะไรก็จะไปเกิดที่นั่น เช่น ถ้าตอนตายคิดถึงพระพุทธ พระอริยสงฆ์ ก็จะไปเกิดที่สวรรค์
    ถ้าตอนตายคิดถึงเรื่องกาม ก็จะไปเกิดชั้นกามาวจร (อาจเป็นคน หมา เทวดาที่มีการเสพกาม เป็นต้น) ส่วนผลบุญบาปที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ก็จะตามไปชดใช้กันตามกันไป
    แต่ผมว่ามันขัด ๆ กับหลักของพระพุทธเจ้ายังไงก็ไม่รู้
    เพราะผมคิดว่าวิญญาณนั้นต้องไปเกิดตามผลกรรมที่ทำมาโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ไปตามความคิดตอนจะตาย

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      วิถีจิตตอนใกล้ตายที่ทางอภิธรรมเรียกว่ามรณาสันนวิถีนั้น จะเป็นจิตที่มีผลต่อภพที่จะไปเกิดใหม่มากครับ เพราะถ้าสภาวจิตตอนใกล้ตายเป็นยังไง ก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดจิตในภพใหม่ที่มีสภาวะใกล้เคียงกันนั้น หรือพูดอีกอย่างก็คือจิตตอนใกล้ตายจะเป็นจิตที่สร้างหรือเหนี่ยวนำให้เกิดจิตในภพใหม่ขึ้นมา จิตในภพใหม่ซึ่งเป็นผลจึงมีความใกล้เคียงกับเหตุคือจิตตอนใกล้ตายที่เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา

      สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "จิตเต อสังกิลิฎเฐ สุคติปาฏิกังขา" เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง (ด้วยกิเลส) สุคติเป็นที่หวัง "จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติปาฏิกังขา" เมื่อจิตเศร้าหมอง (ด้วยกิเลส) ทุคติเป็นที่หวัง

      มาพิจารณาเหตุผลประกอบนะครับ

      1. ตอนใกล้ตายนั้นจิตและสติจะมีกำลังอ่อนมาก จนไม่สามารถนึกคิดอะไรตามที่ต้องการได้ นอกจากนี้การรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว รวมถึงเสียงพูดเสียงเตือนของคนอื่นก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน ความรู้สึกตอนใกล้ตายนั้นจึงเป็นเหมือนกำลังเคลิ้มๆ ฝันๆ คือเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่สามารถควบคุมได้เหมือนตอนมีสติตื่นรู้อย่างปกติ

      2. ดังนั้น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนใกล้ตาย จึงเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากความเคยชินของจิตที่สะสมมาเป็นเวลานาน ไม่ใช่ไปลักไก่นึกเอาได้ตอนจะตายนะครับ ไม่มีสติมากพอจะทำได้ครับ เช่น คนที่ทำบุญตักบาตรเป็นประจำก็มีโอกาสที่จะนึกถึงการทำบุญตักบาตรมาก คนที่มักโกรธก็มีโอกาสที่จะนึกถึงความโกรธมาก คนที่ทำบุญมาตลอดชีวิตก็มีโอกาสนึกถึงบุญมาก คนที่ทำบาปมาตลอดชีวิตก็มีโอกาสนึกถึงบาปมาก นอกจากคนที่เคยทำอนันตริยกรรมเอาไว้ พอใกล้ตายก็จะนึกถึงอนันตริยกรรมนั้น เพราะอนันตริยกรรมเป็นกรรมที่หนักมาก หนักจนเรียกได้ว่าจะคอยตามหลอนความรู้สึกของผู้ทำนั้นไปตลอดชีวิตเลย แน่นอนว่าตอนใกล้ตายด้วยเช่นกันครับ

      3. ตามคำบอกเล่าของคนที่ตายแล้วฟื้น ตอนใกล้ตายนั้นบางคนจะเห็นภาพที่เคยทำกรรมต่างๆ เอาไว้ตลอดชีวิต มาแสดงให้ดู เหมือนดูหนังที่ฉายประวัติของตนเองตลอดชีวิตอย่างรวดเร็วเลยครับ ดังนั้น กรรมใดที่ทำบ่อยๆ หรือมีกำลังมาก ก็ย่อมมีโอกาสส่งผลต่อจิตในขณะใกล้ตายมากเช่นกันนะครับ เพราะทุกอย่างมาฉายสรุปให้ดูให้ทบทวนแล้ว

      4. พระพุทธเจ้าตรัสว่าในขณะใกล้ตายนั้นจะมี 1 ใน 3 อย่างนี้ปรากฎให้รับรู้คือ 1. กรรมนิมิต 2. คตินิมิต 3. กรรมอารมณ์
      กรรมนิมิต คือภาพของกรรมที่เคยทำเอาไว้ในอดีตมาปรากฎให้เห็น เช่น เห็นภาพตอนทำบุญตักบาตร ภาพตอนฆ่าสัตว์ ฯลฯ
      คตินิมิต คือภาพของภพภูมิที่จะไปเกิดใหม่มาปรากฎให้เห็น เช่น เห็นหน้าผาสูงชันน่ากลัวมืดสลัว (ที่เกิดของเปรต อสุรกาย) เห็นวิมาน ปราสาทราชวัง เป็นต้น
      กรรมอารมณ์ คือรู้สึกถึงความรู้สึกแบบเดียวกับตอนที่กำลังทำกรรมในอดีต เช่น รู้สึกเอิบอิ่มใจเหมือนตอนทำบุญ รู้สึกเร่าร้อนใจเหมือนตอนกำลังทำบาป

      จากเหตุผล 4 ข้อข้างต้นนี้ เมื่อพิจารณา 2 ประเด็นต่อไปนี้คือ

      1. หลวงพ่อที่มีคนนับถือมากหลายองค์เคยสอนเสมอว่า จิตตอนสุดท้ายก่อนตายถ้าคิดถึงเรื่องอะไรก็จะไปเกิดที่นั่น เช่น ถ้าตอนตายคิดถึงพระพุทธ พระอริยสงฆ์ ก็จะไปเกิดที่สวรรค์ ถ้าตอนตายคิดถึงเรื่องกาม ก็จะไปเกิดชั้นกามาวจร (อาจเป็นคน หมา เทวดาที่มีการเสพกาม เป็นต้น) ส่วนผลบุญบาปที่สั่งสมมาตลอดชีวิต ก็จะตามไปชดใช้กันตามกันไป

      2.วิญญาณนั้นต้องไปเกิดตามผลกรรมที่ทำมาโดยอัตโนมัติ

      จะเห็นว่าทั้ง 2 ประเด็นนี้มีเหตุผล และความหมายที่สอดคล้องไปในทางเดียวกันนะครับ ไม่ได้ขัดแย้งกัน และไม่ได้ขัดกับหลักของพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด เพราะวิถีจิตขณะใกล้ตายนั้นเรียกได้ว่าเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากผลกรรมที่ทำมาในอดีต ตามเหตุผล 4 ข้อที่กล่าวไปแล้ว ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าภพใหม่ที่เกิดจากวิถีจิตขณะใกล้ตายนั้นเกิดตามผลกรรมที่ทำมาโดยอัตโนมัติ (วิญญาณในภพเก่าดับไป แล้วเหนี่ยวนำให้วิญญาณในภพใหม่เกิดขึ้นมา)

      ลบ