ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

เรื่องของการเกิดใหม่

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

หน้านี้เป็นพระสูตรจากพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องของการเกิดใหม่แก่ภิกษุที่มีความเห็นผิดนะครับ

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธเรื่องการเกิดใหม่ในชาติต่อๆ ไปนะครับ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าการเกิดใหม่ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น มีความแตกต่างจากความเข้าใจของคนทั่วไปอย่างไร ดังนั้น ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดีนะครับ มิเช่นนั้นจะเข้าใจไขว้เขวได้ครับ

พระไตรปิฎก : พระสุตตันตปิฎก เล่ม 4 มัชฌิมนิกายมูลปัณณาสก์

มหาตัณหาสังขยสูตร


ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก

[๔๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุชื่อสาติ ผู้ เกวัฏฏบุตร (บุตรชาวประมง) มีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น. .....

[๔๔๒] ครั้งนั้น .....

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามก เห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ?

สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง.

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร?

สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่ว ในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ.

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วย ขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูกรโมฆบุรุษ ก็ความเห็นนั้นของเธอ จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน.

ตรัสสอบถามเรื่องสาติภิกษุผู้มีความเห็นผิดนั้น

[๔๔๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน สาติภิกษุ ผู้ เกวัฏฏบุตรนี้ จะเป็นผู้ทำความเจริญในพระธรรมวินัยนี้บ้าง หรือไม่?

ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้อนี้จะมีได้อย่างไร ข้อนี้มีไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าข้า.

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว สาติภิกษุ ผู้ เกวัฏฏบุตร นั่งนิ่ง กระดาก คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ. .....

ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ

[๔๔๔] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ วิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า โสตวิญญาณ วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ฆานวิญญาณ วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ชิวหาวิญญาณ วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า กายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ

เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟไม้ ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหญ้า ไฟอาศัยโคมัยติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟโคมัย ไฟอาศัยแกลบติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟแกลบ ไฟอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็ถึงความนับว่า ไฟหยากเยื่อ ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล วิญญาณอาศัยปัจจัยใดๆ เกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณ ... โสตวิญญาณ ... ฆานวิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ วิญญาณอาศัยมนะและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า มโนวิญญาณ.

อธิบายเพิ่มเติม

ความเห็นของสาติภิกษุที่ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น นั้นหมายความว่า จิต หรือวิญญาณตั้งแต่อดีตชาติ นับชาติไม่ถ้วน เป็นต้นมา จนถึงชาติปัจจุบัน และที่จะเกิดใหม่อีกในชาติต่อๆ ไปของแต่ละบุคคลนั้น เป็นจิต หรือวิญญาณดวงเดียวกัน ซึ่งมีความเที่ยงแท้แน่นอน ไม่ดับทำลายไปจนกว่าจะไม่ต้องเกิดอีกนะครับ เมื่อคนหรือสัตว์ตายลงวิญญาณดวงนี้ก็จะออกจากร่างเก่าไปหาร่างใหม่อยู่ต่อไป ซึ่งเป็นความหมายเดียวกับอัตตาหรืออาตมันตามคำสอนของฮินดูหรือพราหมณ์อันเป็นสัสสตทิฏฐิคือความเห็นว่าเที่ยงนะครับ ซึ่งความเห็นนี้ขัดกับหลักของพระพุทธศาสนานะครับ

พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า จิตหรือวิญญาณนั้นไม่เที่ยง เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะแล้วก็ดับไป แล้วเป็นปัจจัยให้จิตหรือวิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นแล้วดับไป ต่อเนื่องกันอย่างไม่ขาดสาย จนกว่าจะหมดเหตุปัจจัยให้เกิดอีก ก็จะไม่มีการเกิดสืบทอดอีกต่อไป (ปรินิพพาน) คือจิตหรือวิญญาณในวินาทีที่แล้ว กับจิตหรือวิญญาณในวินาทีนี้เป็นคนละดวงกันนะครับ ความจริงแล้วเวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว (เวลาที่ใช้ดีดนิ้วมือเพียงครั้งเดียว) มีจิตหรือวิญญาณเกิดขึ้นแล้วดับไปนับครั้งไม่ถ้วน (คำว่าจิตหรือวิญญาณเป็นชื่อของสิ่งๆ เดียวกัน) โดยแต่ละขณะจะมีวิญญาณอยู่เพียงดวงเดียวเท่านั้นนะครับ สำหรับแต่ละบุคคล

เนื่องจากวิญญาณมีการเกิดดับต่อเนื่องอย่างรวดเร็วจนไม่รู้สึกถึงรอยต่อระหว่างวิญญาณแต่ละดวง จึงทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นวิญญาณดวงเดิมอยู่ตลอดเวลานะครับ นอกจากนั้นยังทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า สามารถรับรู้ความรู้สึกทางทวารต่างๆ (ตา หู จมูก ฯลฯ) ได้ในเวลาเดียวกันอีกด้วยครับ ทั้งที่วิญญาณแต่ละดวงจะรับรู้สิ่งต่างๆ ได้เพียงทวารเดียวเท่านั้น แต่เนื่องจากวิญญาณเกิดดับในทวารต่างๆ สลับกันอย่างรวดเร็วมาก จนเหมือนรับรู้ได้พร้อมๆ กันทั้งหมดทุกทวารนะครับ

วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น คือเมื่อมีเหตุหรือปัจจัยให้วิญญาณเกิด วิญญาณจึงเกิดขึ้นนะครับ ปัจจัยที่ทำให้วิญญาณเกิดขึ้นนั้นมีได้หลายอย่าง เช่น ตัณหา (ความทะยานอยาก) ผัสสะต่างๆ (เช่น จักษุกระทบกับรูป โสตกระทบกับเสียง ฯลฯ) ความดับไปของวิญญาณดวงก่อน (เมื่อยังไม่ถึงเวลาตาย) ก็เป็นปัจจัยให้วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นอีกเช่นกันครับ (วิญญาณดวงไหนจะอาศัยวัตถุใดเป็นที่เกิดนั้น ดูรายละเอียดได้ที่เรื่องอายตนะ 12 ในหมวดธรรมทั่วไปประกอบนะครับ)

และเมื่อความตายมาถึง ถ้ายังมีความยินดีในการเกิด (ตัณหาในภพ) อยู่ ตัณหานั้นก็จะเป็นเหตุปัจจัยให้วิญญาณในภพใหม่เกิดขึ้นต่อไปนะครับ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคนละดวงกับภพเก่า แต่ก็มีวิญญาณในภพเก่าเป็นปัจจัยให้เกิด (ดูรายละเอียดได้จากเรื่องปฏิจจสมุปบาท ในหมวดธรรมทั่วไปประกอบนะครับ)

และเนื่องจากการที่วิญญาณดวงใหม่เกิดขึ้นโดยมีวิญญาณดวงเก่าเป็นปัจจัยนี่เอง วิญญาณดวงใหม่ (ทั้งที่อยู่ในชาติเดียวกัน และที่เกิดในชาติใหม่) จึงสืบทอดสภาวะและลักษณะต่างๆ ที่มีในวิญญาณดวงเก่ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยอื่นไปทำให้สภาวะ หรือลักษณะเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปครับ


ธัมมโชติ

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น