ร่วมแชร์เป็นธรรมทานนะครับ

ศีล 5 อย่างละเอียด

ธัมมโชติ รวมธรรมะน่าสนใจจากพระไตรปิฎกด้วยภาษาง่ายๆ เพื่อคนรุ่นใหม่

ในศีล 5 แต่ละข้อนั้น มีรายละเอียดหรือกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาการกระทำแต่ละอย่าง ว่าผิดศีลหรือไม่ แตกต่างกันออกไปนะครับ ซึ่งหลักเกณฑ์โดยทั่วไปมีดังนี้คือ

การผิดศีลข้อที่ 1 ปาณาติบาต (การฆ่าสัตว์)

การกระทำที่ถือว่าผิดศีลข้อนี้อย่างสมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้ครับ
  1. สัตว์นั้นมีชีวิต (คำว่าสัตว์นั้นรวมถึงคนด้วย กรณีที่ผู้ถูกฆ่าเป็นคน แต่ไม่รวมถึงพืชนะครับ)
  2. รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต (กรณีที่ไม่แน่ใจว่าสัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ความผิดก็น้อยลงไปครับ)
  3. มีจิตคิดจะฆ่า คือมีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้น
  4. ทำความเพียรเพื่อให้สัตว์นั้นตาย คือลงมือฆ่านั่นเองครับ
  5. สัตว์นั้นตายลงด้วยความเพียรนั้น (ถ้าสัตว์นั้นไม่ถึงตาย หรือตายไปด้วยสาเหตุอื่น ความผิดก็น้อยลงไปครับ)
บาปกรรมที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใดนั้น นอกจากจะขึ้นกับความสมบูรณ์ตามหลักเกณฑ์ 5 ข้อ นี้แล้ว ยังขึ้นกับคุณสมบัติของผู้ที่ถูกฆ่า และความพยายามที่ใช้ด้วยดังนี้คือ
  • ในการฆ่านั้น ถ้าต้องใช้ความพยายามมาก หรือใช้เวลาวางแผนและเตรียมการเป็นเวลานาน ก็จะยิ่งเป็นบาปมากครับ เพราะจิตจะต้องมีกำลังมาก และต้องเสพอารมณ์นั้นเป็นเวลานาน ดังนั้น การฆ่าสัตว์ใหญ่จึงเป็นบาปมากกว่าการฆ่าสัตว์เล็ก เพราะต้องใช้ความพยายามมากกว่า
  • ถ้าผู้ที่ถูกฆ่านั้นยิ่งมีศีลธรรมมาก ก็จะยิ่งเป็นบาปมากครับ
  • ถ้าผู้ที่ถูกฆ่านั้นมีบุญคุณต่อผู้ที่ฆ่ามาก ก็ยิ่งเป็นบาปมาก
  • การฆ่าที่เป็นบาปมากเป็นพิเศษ คือการฆ่าบิดา มารดาของตน และการฆ่าพระอรหันต์

การผิดศีลข้อที่ 2 อทินนาทาน (การลักทรัพย์)

การกระทำที่ถือว่าผิดศีลข้อนี้อย่างสมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้ครับ
  1. วัตถุนั้นมีเจ้าของ
  2. รู้ว่าวัตถุนั้นมีเจ้าของ
  3. มีจิตคิดจะลักขโมยวัตถุนั้น
  4. ทำความเพียรเพื่อลัก คือลงมือขโมยนั่นเองครับ
  5. ได้วัตถุนั้นมาด้วยความเพียรนั้น
ศีลข้อนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลักขโมยโดยตรงเท่านั้น การลักขโมยโดยอ้อม การฉ้อโกง ก็จัดว่าผิดศีลข้อนี้เช่นกันครับ เช่น การทำให้เขาเสียประโยชน์ที่เขาพึงได้ อย่างเช่น เขาซื้อสินค้าจากเรา 1 กิโลกรัม แต่เราตักให้เขาเพียง 0.9 กิโลกรัม ก็หมายความว่า เราได้ขโมยสินค้านั้นจากลูกค้ามา 0.1 กิโลกรัม นั่นเองครับ

หรือมีคนว่าจ้างให้เราทำงานให้เขา 8 ชั่วโมง แต่เราทำให้เขาเพียง 7 ชั่วโมง ก็หมายความว่าเราขโมยเงินจากเขาเท่ากับค่าจ้าง 1 ชั่วโมง เป็นต้น นอกจากนี้ การเลี่ยงภาษีอากรต่างๆ ที่เราจะต้องจ่ายให้รัฐ ก็เป็นเหมือนการที่เราขโมยเงินส่วนนั้นจากรัฐเช่นกัน ทำให้รัฐขาดเงินในส่วนนั้นไปครับ

ข้อยกเว้นสำหรับศีลข้อ 2

การกระทำที่คล้ายกับการลักทรัพย์ แต่ไม่ใช่การลักทรัพย์ก็คือการถือวิสาสะ คือการถือเอาด้วยความสนิทสนม คุ้นเคยกันครับ

การถือวิสาสะที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุกระทำได้ คือการถือวิสาสะที่ประกอบด้วยองค์ 5 คือ
  1. (เรากับเจ้าของวัตถุนั้นเป็นผู้) เคยเห็นกันมา
  2. (เรากับเจ้าของวัตถุนั้นเป็นผู้) เคยคบกันมา
  3. เคยบอกอนุญาตกันไว้ (ว่าให้เอาวัตถุนั้นไปได้)
  4. (เจ้าของวัตถุนั้น) เขายังมีชีวิตอยู่ (เพราะถ้าเจ้าของทรัพย์นั้นเสียชีวิตแล้ว วัตถุนั้นย่อมตกเป็นของทายาท เราจึงต้องไปพิจารณาถึงองค์ 5 ในการถือวิสาสะนี้ กับทายาทนั้นต่อไปครับ)
  5. รู้ว่าเมื่อเราถือเอาวัตถุนั้นแล้ว เจ้าของวัตถุนั้นเขาจักพอใจ

การผิดศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉาจาร (การประพฤติผิดทางกาม)

การกระทำที่ถือว่าผิดศีลข้อนี้อย่างสมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้ครับ
  1. บุคคลที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง (ทางกาม)
  2. มีจิตคิดจะเสพ (กาม) ในบุคคลนั้น คือมีเจตนาจะเสพนั่นเองครับ
  3. มีความพยายามเสพ คือกระทำการเสพกามกับบุคคลนั้น
  4. มีความยินดี พอใจในการเสพกามนั้น (ไม่ใช่ถูกบังคับ ขืนใจ)
บาปกรรมที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างนะครับ เช่น การล่วงเกินผู้ที่ไม่ยินยอมพร้อมใจด้วย ย่อมมีโทษมากกว่าการล่วงละเมิดผู้ที่มีความยินยอม หรือยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย การล่วงเกินผู้ที่มีศีลธรรมมาก เช่น พระอรหันต์ ย่อมมีโทษมากกว่าการล่วงละเมิดผู้ไม่มีศีลธรรม

บุคคลที่ไม่ควรเกี่ยวข้องนั้น พิจารณาง่ายๆ ก็คือผู้ที่มีเจ้าของ หรือผู้ปกครองหวงอยู่ คือไม่อนุญาตให้ล่วงเกิน หรืออนุญาตโดยไม่เต็มใจ ซึ่งการล่วงเกินนั้นจะทำให้คนเหล่านั้นไม่พอใจ ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่มีระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ หรือจารีตประเพณี ห้ามเอาไว้ด้วยนะครับ เช่น ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี แม่ชี เป็นต้น

ซึ่งนอกจากจะพิจารณาที่ผู้ที่ถูกล่วงละเมิดแล้ว ยังต้องพิจารณาที่ผู้กระทำการล่วงละเมิดเองด้วย เช่น ผู้ชายที่มีภรรยาอยู่ ถ้าภรรยาเขาไม่อนุญาตให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น ถ้าชายคนนั้นไปเสพกามกับใคร (นอกจากกับภรรยาของเขา) ชายผู้นั้นก็ย่อมจะผิดศีลข้อนี้อย่างแน่นอนครับ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่บุคคลที่ไม่ควรเกี่ยวข้องก็ตาม และหญิงใดที่ล่วงละเมิดกับชายผู้นี้ ผู้หญิงคนนั้นก็ย่อมจะเป็นผู้ที่ผิดศีลข้อนี้ด้วยเช่นกันครับ

หญิงที่ชายไม่ควรเกี่ยวข้อง มี 20 จำพวก คือ

  1. หญิงที่มีมารดาปกครอง
  2. หญิงที่มีบิดาปกครอง
  3. หญิงที่มีทั้งมารดาและบิดาปกครอง
  4. หญิงที่มีพี่สาวปกครอง หรือมีน้องสาวดูแลรักษาหรือหวงอยู่
  5. หญิงที่มีพี่ชายปกครอง หรือมีน้องชายดูแลรักษาหรือหวงอยู่
  6. หญิงที่มีญาติปกครอง
  7. หญิงที่มีตระกูลเดียวกัน หรือเชื้อชาติเดียวกันเป็นผู้ปกครอง
  8. หญิงที่มีผู้ประพฤติ ปฏิบัติศีลธรรมด้วยกันเป็นผู้ปกครอง เช่น แม่ชีมีหัวหน้าชีปกครอง เป็นต้น
  9. หญิงที่กษัตริย์ หรือผู้มีอำนาจได้จองตัวเอาไว้
  10. หญิงที่มีคู่มั่น
  11. หญิงที่ถูกผู้อื่นซื้อตัวมา
  12. หญิงที่สมัครใจไปอยู่กับชาย (คนอื่นแล้ว) คือหญิงที่มีสามีแล้ว
  13. หญิงที่ยอมเป็นภรรยาของชาย (คนอื่นแล้ว) โดยหวังในทรัพย์สินเงินทอง คือหญิงที่มีสามีแล้วอีกประเภทหนึ่ง
    (ข้อ 12 ถึง 20 คือหญิงที่มีสามีแล้วประเภทต่างๆ )
  14. หญิงที่ยอมเป็นภรรยาของชาย (คนอื่นแล้ว) โดยหวังในเครื่องนุ่งห่ม
  15. หญิงที่มีสามีแล้วโดยการทำพิธีแต่งงาน
  16. หญิงที่เป็นภรรยาของชายคนอื่น โดยชายคนนั้นเป็นผู้ช่วยให้พ้นจากการแบกของขาย คือช่วยให้พ้นจากความยากลำบากนั่นเองครับ
  17. หญิงที่มีสามีแล้ว โดยเมื่อก่อนเป็นเชลย แล้วภายหลังตกมาเป็นภรรยาของนายเชลยนั้น
  18. หญิงที่มีสามีแล้ว โดยเมื่อก่อนเป็นลูกจ้าง แล้วภายหลังตกมาเป็นภรรยาของนายจ้างนั้น
  19. หญิงที่มีสามีแล้ว โดยเมื่อก่อนเป็นทาส แล้วภายหลังตกมาเป็นภรรยาของนายทาสนั้น
  20. หญิงที่เป็นภรรยาของชายชั่วครั้งชั่วคราว แล้วถูกล่วงละเมิดในขณะที่ทำหน้าที่เป็นภรรยาของชายคนอื่นอยู่ เช่น หญิงขายบริการที่อยู่ในช่วงสัญญากับชายคนหนึ่งอยู่ แต่กลับไปมีสัมพันธ์กับชายอีกคนหนึ่ง เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นการระบุรวบรวมเอาไว้ตั้งแต่สมัยโบราณ บางข้อจึงดูแปลกๆ อยู่บ้างนะครับ เพราะประเพณีที่แตกต่างกันออกไป ที่แสดงเอาไว้ก็เพื่อให้ครบถ้วนตามตำรา และเอาไว้ใช้ในการเทียบเคียงกับยุคปัจจุบันครับ

สำหรับผู้ที่ไม่เข้าข่ายต้องห้ามก็เช่น ชายหญิงที่เป็นสามีภรรยากัน หญิงขายบริการที่บิดา มารดา และผู้ปกครองทั้งหลายยินยอมพร้อมใจให้ทำอาชีพนั้น ทั้งนี้ต้องไม่อยู่ในช่วงสัญญากับคนอื่นด้วยนะครับ หญิงที่ไม่มีผู้ใดปกครองดูแลและไม่มีเจ้าของหวงอยู่ (คือหญิงที่มีอิสระในตัวเองอย่างแท้จริง) หญิงที่ได้รับความยินยอมจากใจจริงของผู้ปกครองและผู้ที่เป็นเจ้าของ (เช่น บิดา มารดา สำหรับหญิงที่มีสามีแล้วต้องได้รับอนุญาตจากสามีก่อน) โดยทุกกรณีถ้าฝ่ายชายมีภรรยาแล้ว ต้องได้รับอนุญาตจากภรรยาก่อนด้วยนะครับ

โดยสรุปก็คือ จะต้องไม่ทำให้ใคร (ผู้ที่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมในตัวหญิงและชายนั้น) ไม่พอใจ หรือรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจนั่นเองครับ

การผิดศีลข้อที่ 4 มุสาวาท (การพูดปด พูดเท็จ โกหก หลอกลวง)

การกระทำที่ถือว่าผิดศีลข้อนี้อย่างสมบูรณ์ จะต้องประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้ครับ
  1. เรื่องราวนั้นไม่เป็นความจริง
  2. มีจิตคิดจะมุสา คือมีเจตนาที่จะโกหก หลอกลวง
  3. พยายามด้วยกาย หรือด้วยวาจา หรือวิธีการใดๆ เพื่อจะให้ผู้อื่นเชื่อตามเรื่องราวนั้น คือดำเนินการโกหก หลอกลวงนั่นเองครับ
  4. ผู้อื่นเชื่อตามเรื่องราวนั้น
ข้อแตกต่างระหว่างมุสาวาท ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด) ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ)
  • มุสาวาท คือการพูด หรือการกระทำใดๆ โดยมีเจตนาให้ผู้อื่นเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง โดยหวังจะให้เขาได้รับความเดือดร้อน เสียหาย หรือเสียประโยชน์อันพึงมีพึงได้ จากความเชื่อนั้น
  • ปิสุณวาจา (พูดส่อเสียด) คือการพูด หรือการกระทำใดๆ ในสิ่งที่เป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริงก็ตาม โดยมีเจตนาจะยุยงให้เขาแตกแยกกัน ไม่สามัคคีกัน
  • ผรุสวาจา (พูดคำหยาบ) คือการพูด หรือการกระทำใดๆ ในสิ่งที่เป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริงก็ตาม ด้วยคำที่สุภาพ หรือไม่สุภาพก็ตาม โดยมีเจตนาจะให้เขาเจ็บใจ ไม่สบายใจ หรือร้อนใจ (ไม่ได้มีเจตนาให้เขาเชื่อตามนั้นเป็นหลักใหญ่) เช่น การด่าว่าเขาเป็นสัตว์บางชนิด เป็นต้น โดยรู้อยู่แล้วว่าเขาจะไม่เชื่อ แต่จะต้องเจ็บใจ หรือการพูดถึงปมด้อยของเขาที่เป็นจริง การประชดประชันด้วยคำที่สุภาพ ฯลฯ
  • สัมผัปปลาปะ (พูดเพ้อเจ้อ) คือการพูด หรือการกระทำใดๆ ในสิ่งที่เป็นความจริง หรือไม่เป็นความจริงก็ตาม โดยเจตนาเพียงเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไร้สาระ ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการพูด หรือการกระทำนั้นครับ
สำหรับมุสาวาทนั้น เป็นทั้งการผิดศีล 5 และเป็นอกุศลกรรม คือเป็นวจีทุจริต ในอกุศลกรรมบถ 10

ส่วนปิสุณวาจา ผรุสวาจา และสัมผัปปลาปะ นั้นไม่ถือเป็นการผิดศีล 5 แต่เป็นอกุศลกรรม คือเป็นวจีทุจริต ในอกุศลกรรมบถ 10 ครับ

การผิดศีลข้อที่ 5 สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน (การเสพสุรา เมรัย และของมึนเมาทั้งหลายอันทำให้ประมาท หรือขาดสติ)

แยกรายละเอียดได้ดังนี้คือ
  1. สุรา คือ น้ำเมาที่กลั่นแล้ว ได้แก่ เหล้าชนิดต่างๆ นั่นเองครับ
  2. เมรัย คือ น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น, น้ำเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ เช่น ไวน์ชนิดต่างๆ
  3. มัชชะ คือ สิ่งที่เสพแล้วทำให้มึนเมา หรือขาดสติทั้งหลาย เช่น บุหรี่ ยาเสพติดทุกชนิด รวมทั้งเหล้า เบียร์ และสุรา เมรัยทุกชนิดด้วยครับ
การผิดศีลข้อที่ 5 นี้ จัดว่าเป็นอันตรายมาก เพราะทำให้ขาดสติ เมื่อขาดสติแล้วการทำผิดทุกชนิดก็จะตามมาได้โดยง่าย นอกจากนี้ยังจะทำให้ต้องเสียทรัพย์ไปโดยไม่จำเป็น ทั้งยังเสี่ยงต่ออุบัติเหตุเภทภัยทั้งหลาย ความทะเลาะเบาะแว้ง ทำให้ครอบครัวขาดความอบอุ่น หรืออาจถึงขั้นทำให้ครอบครัวแตกแยกเลยก็ได้นะครับ และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ขาดการพักผ่อน ซึ่งอาจส่งผลไปถึงหน้าที่การงานอีกด้วยครับ

ผู้รวบรวม
ธัมมโชติ

3 ความคิดเห็น :

  1. หมอฉัตร เนติฯ13 สิงหาคม 2560 17:00

    ขอถามดังนี้ครับ
    ๑. กรรมวิบากจากการผิดศีลแต่ละข้อ สงสัยว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดกรรมวิบากนั้น ๆ ได้อย่างไร (คิดว่าไม่มีใครเป็นผู้กำหนดให้เกิดกรรมวิบากนั้น ๆ น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือว่ามีเหตุผลอื่น!) เคยอ่านเจอเช่น ผู้ที่ละเมิดศีล ๔ อาจเจอกรรมวิบากมีกลิ่นปากเหม็นจัด ผู้ที่ละเมิดศีล ๒ หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติพังพินาศเสียหาย
    ๒. การที่มีผู้ทำเศษเหรียญบาทตกอยู่บนถนน แล้วเราเก็บโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ก็เป็นการครบองค์แห่งการลักทรัพย์ ผิดศีลข้อ ๒ แล้วใช่ไหมครับ
    และถ้าเราเก็บโดยไม่ตั้งใจลักขโมย แต่ตั้งใจเอาเหรียญนั้นไปทำบุญเพื่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ถือว่าผิดศีลหรือทำให้ศีล ๒ เศร้าหมองใช่ไหมครับ
    ๓. การที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปฉีดพ่นยาฆ่ายุงเพื่อป้องกันไข้เลือดออก ก็ยังผิดศีล ๑ ใช่ไหมครับ
    สูติแพทย์มีข้อบ่งชี้ในการทำแท้งทารกในครรภ์ที่เป็นโรค Down's syndrome ถ้าทำแท้งเพราะเหตุนี้ ก็ผิดศีล ๑ ใช่ไหมครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. สวัสดีครับ

      ๑. กรรมวิบากจากการผิดศีลแต่ละข้อ สงสัยว่ามีเหตุปัจจัยทำให้เกิดกรรมวิบากนั้น ๆ ได้อย่างไร (คิดว่าไม่มีใครเป็นผู้กำหนดให้เกิดกรรมวิบากนั้น ๆ น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือว่ามีเหตุผลอื่น!) เคยอ่านเจอเช่น ผู้ที่ละเมิดศีล ๔ อาจเจอกรรมวิบากมีกลิ่นปากเหม็นจัด ผู้ที่ละเมิดศีล ๒ หากเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติพังพินาศเสียหาย

      >>> กรรมวิสัย คือวิสัยแห่งกรรมและผลของกรรม (วิบาก) นั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอจินไตยครับ คือเป็นสิ่งที่ไม่ควรคิด มันเป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง คิดไปก็เป็นเหตุแห่งความฟุ้งซ่านเปล่าๆ

      จะพยายามอธิบายเท่าที่จะทำได้นะครับ

      สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำกรรมก็คือเจตนา เจตนาจะเป็นตัวชี้นำจิตให้มีสภาวะเป็นไปตามเจตนานั้น เมื่อทำกรรมใดลงไปแล้วจิตที่เกิดหลังจิตดวงที่ทำกรรมนั้นก็ย่อมจะสืบทอดสภาวะจิตขณะทำกรรมนั้นต่อไปด้วย เพราะเมื่อจิตดวงที่เกิดก่อนนั้นดับไปแล้วจิตดวงที่เพิ่งดับไปนั้นจะเป็นปัจจัยให้จิตดวงถัดไปเกิดขึ้น (ยกเว้นปรินิพพาน) จิตดวงถัดไปซึ่งเป็นผลของจิตดวงก่อนก็ย่อมจะสืบทอดสภาวะของจิตที่เป็นผู้ให้กำเนิดเป็นธรรมดา และเมื่อจิตดวงนี้ดับไปก็จะสืบทอดสภาวะนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในทำนองเดียวกัน

      จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการนี้คือการสืบทอดของกรรม (สภาวจิตขณะทำกรรม) ให้ติดตามไปเรื่อยๆ จนกว่ากรรมนั้นจะหมดแรงไปนั่นเองครับ

      เนื่องจากสภาวจิตจะมีผลต่อร่างกาย เช่น ความโกรธก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ สภาวจิตของคนที่พูดปดก็ย่อมจะมีความเครียดประกอบอยู่ด้วย และความเครียดก็ย่อมจะเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการมีกลิ่นปากนะครับ

      อีกอย่าง สภาวจิตของคนๆ หนึ่งนั้นไม่ได้มีผลเฉพาะกับตัวคนนั้นเองเท่านั้น แต่ยังมีผลถึงคนรอบข้างด้วยครับ เช่น เมื่ออยู่ใกล้คนอารมณ์ดีก็จะทำให้รู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย เวลาอยู่ใกล้คนโกรธก็จะทำให้รู้สึกฉุนเฉียวตามไปด้วยได้เช่นกัน

      จิตที่ประกอบด้วยความโลภในขณะลักทรัพย์นั้น เชื้อแห่งความโลภที่ติดตัวมาก็ย่อมจะมีผลกับคนรอบข้างได้อย่างเดียวกัน คือจะทำให้คนรอบข้างมีความโลภตามไปด้วยได้ จึงเป็นผลให้คนคนนั้นมีโอกาสถูกโกง ถูกลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ เพราะจะถูกแวดล้อมไปด้วยคนโลภ

      อย่างที่กล่าวในตอนแรกนะครับ ว่าเรื่องนี้เป็นอจินไตย แค่พยายามอธิบายเท่าที่จะทำได้เท่านั้นครับ

      ๒.๑ การที่มีผู้ทำเศษเหรียญบาทตกอยู่บนถนน แล้วเราเก็บโดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ ก็เป็นการครบองค์แห่งการลักทรัพย์ ผิดศีลข้อ ๒ แล้วใช่ไหมครับ

      >>> เรื่องนี้สำคัญที่มีไถยจิต (จิตคิดจะลัก) หรือเปล่านะครับ ถ้าเราเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจจริงๆ ว่าเจ้าของจะไม่กลับมาเอาเงินนั้นแน่ๆ เช่น เงินจำนวนเล็กน้อยตกอยู่ในที่พลุกพล่าน ถ้าเป็นเราก็คงคิดว่าทิ้งไปดีกว่า อย่างนี้ก็ไม่ครบองค์ประกอบของการผิดศีลครับ แต่ถ้ามีไถยจิตด้วยก็ผิดศีลข้อ 2 ครับ ถึงแม้จะแค่สงสัยแล้วขืนทำก็ผิดแล้วครับ

      ๒.๒ และถ้าเราเก็บโดยไม่ตั้งใจลักขโมย แต่ตั้งใจเอาเหรียญนั้นไปทำบุญเพื่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ถือว่าผิดศีลหรือทำให้ศีล ๒ เศร้าหมองใช่ไหมครับ

      >>> ถ้าเรามีความเคลือบแคลงใจอยู่ว่าเจ้าของจะกลับมาเอาเงินนั้น ไม่แน่ใจว่าเจ้าของยังมีความหวงแหนเงินนั้นอยู่หรือไม่ แล้วเราหยิบเงินนั้นไปโดยไม่ได้คิดว่าเจ้าของจะยินดีในการกระทำของเรา ถึงจะเอาเงินนั้นไปทำบุญก็ผิดศีลครับ

      ๓. การที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไปฉีดพ่นยาฆ่ายุงเพื่อป้องกันไข้เลือดออก ก็ยังผิดศีล ๑ ใช่ไหมครับ
      สูติแพทย์มีข้อบ่งชี้ในการทำแท้งทารกในครรภ์ที่เป็นโรค Down's syndrome ถ้าทำแท้งเพราะเหตุนี้ ก็ผิดศีล ๑ ใช่ไหมครับ

      >>> ถ้ามีเจตนาฆ่าหรือเจตนาทำให้ตายก็ผิดศีลครับ แต่กรรมก็ไม่หนักเหมือนการฆ่าด้วยความโกรธแค้น คือกรณีนี้จะมีทั้งกุศลและอกุศลจิตเกิดสลับกันเป็นระยะ ในขณะที่คิดว่าจะฆ่าก็เป็นอกุศล ในขณะที่คิดว่าจะช่วยเหลือผู้อื่นไม่ให้เป็นไข้เลือดออก หรือช่วยให้พ่อแม่และเด็กที่จะเกิดมาไม่ต้องพบกับความยากลำบาก เป็นจิตที่ประกอบด้วยความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นก็เป็นกุศลครับ บาปก็จะส่งผลให้เกิดอกุศลวิบาก บุญก็จะส่งผลให้เกิดกุศลวิบาก

      ลบ
    2. ขออธิบายเพิ่มเติมข้อ ๒.๒ นะครับ

      สภาวจิตในการทำบุญ (ให้ทาน) กับสภาวจิตในการหยิบเงินที่ตกอยู่นั้นต่างกันนะครับ
      สภาวจิตในขณะให้ทาน รวมถึงในขณะที่คิดว่าจะให้ทานนั้นจะเป็นสภาวะที่สละออก เป็นมหากุศลจิต
      แต่สภาวจิตในขณะหยิบเงินที่ตกอยู่นั้น รวมถึงในขณะที่คิดว่าจะหยิบ (ในกรณีที่ไม่มั่นใจว่าเจ้าของจะกลับมาเอาเงินนั้นหรือไม่ คือสงสัยแล้วขืนทำ) เป็นสภาวะของการพรากของที่เจ้าของหวงอยู่ไปจากเจ้าของเงินนั้น ซึ่งเป็นสภาวะที่ยื้อแย่งฉุดดึง ยึดเอาเข้ามา (ถึงแม้จะหยิบเพื่อเอาไปทำบุญก็ตามครับ) ซึ่งเป็นอกุศลจิต และเข้าข่ายเป็นไถยจิตด้วยครับ

      ซึ่งกรณีนี้กุศลกับอกุศลก็จะเกิดสลับกันเป็นช่วงๆ เช่นเดียวกับข้อ 3 ครับ

      ลบ